
สรุป 3 บทเรียนการเงิน จากเคสเงินเดือน 50,000 หนี้บัตรเครดิตหลักล้าน
24 ม.ค. 2026
ไม่กี่วันมานี้ เพจเฟซบุ๊กรับแก้หนี้ชื่อดัง ได้โพสต์จำนวนยอดหนี้ของหนึ่งในผู้ที่มาปรึกษา ซึ่งทำให้เกิดการพูดถึงกันในโลกออนไลน์
เพราะเจ้าของเคสคนนี้ มีเงินเดือน 52,000 บาทต่อเดือน แต่กลับมีรายการหนี้ยาวเหยียดที่รวมกันได้ประมาณ 3 ก้อน ได้แก่
- หนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด รวมกันประมาณ 1,000,000 บาท ที่ค้างจ่ายตั้งแต่ 2 ถึง 4 เดือน
- สินเชื่อส่วนบุคคล รวมกันประมาณ 1,200,000 บาท
- สินเชื่อบ้านแลกเงินและหนี้บ้านที่ยังผ่อนไม่หมด รวมกันประมาณ 2,800,000 บาท
รวมกันได้ประมาณ 5,000,000 บาท หรือคิดเป็นเกือบ 100 เท่าของเงินเดือนเลย
ถ้าหากเราสงสัยว่าอะไรที่ทำให้คนหนึ่งคนก่อหนี้ได้มหาศาลแบบนี้ แล้วมีอะไรที่เราจะสามารถเรียนรู้เพื่อไม่ให้เราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันบ้าง ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
1. เครดิตดีกลายเป็นกับดักก่อหนี้เกินตัว
แน่นอนว่าพนักงานประจำที่มีเงินเข้าบัญชีเดือนละ 50,000 บาททุกเดือน ย่อมเป็นที่หมายปองของสถาบันการเงินต่าง ๆ ในการจะดึงมาเป็นลูกค้า
เพราะมีความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้ต่ำ จากการมีรายได้สูงอย่างสม่ำเสมอ การที่คนแบบนี้จะได้วงเงินในการก่อหนี้ถึงหลักล้านแม้จะมีเงินเดือนหลักหมื่น จึงเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป
เช่น ถ้าคำนวณจาก อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ประมาณ 50% คนที่มีเงินเดือน 50,000 บาท และไม่มีหนี้สิน จะผ่อนบ้านได้สูงสุดเดือนละ 50,000 x 50% = 25,000 บาท
ซึ่งเมื่อนำยอดผ่อนบ้านได้สูงสุด มาคูณกับอัตราส่วนวงเงินกู้ซื้อบ้านโดยเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณ 150 เท่า ก็หมายความว่าคนเงินเดือน 50,000 บาท จะยื่นกู้ซื้อบ้านได้สูงสุดถึง 25,000 x 150 = 3,750,000 บาท แบบสบาย ๆ
ทีนี้เมื่อพูดถึงบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ส่วนใหญ่ในหนึ่งใบเต็มที่ก็คงได้วงเงินแค่หลักแสน
แต่ถ้าเรามีบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดหลายใบ เมื่อรูดใช้จนเต็มแล้วรวมยอดหนี้กันเข้าไป ก็สามารถกลายเป็นหลักล้านได้เช่นกัน
ถึงแม้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. จะกำหนดเกณฑ์ในการขอกู้สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งบัตรกดเงินสดก็นับเป็นหนึ่งในนั้น
สำหรับคนที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อเดือน จะถูกจำกัดให้ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้แค่ 3 ราย และมีวงเงินกู้สูงสุดแค่ประมาณ 1.5 เท่าของรายได้
แต่สำหรับคนที่รายได้มากกว่า 30,000 บาทต่อเดือนนั้น ทาง ธปท. ไม่ได้ระบุไว้ว่าสามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ไม่เกินกี่ราย และมีวงเงินกู้ได้สูงสุดถึง 5 เท่าของรายได้
เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่มีรายได้สูงระดับ 50,000 บาทขึ้นไปแบบนี้ ก็สามารถยื่นเปิดบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดหลาย ๆ ใบ จากหลากหลายสถาบันการเงินพร้อมกันได้เลย
และส่วนใหญ่จะได้รับอนุมัติแทบทุกใบด้วย เพราะในตอนนั้นเครดิตยังคงดูดี เพราะเครดิตบูโรที่เป็นผู้บันทึกบัญชีสินเชื่อที่ได้รับการอนุมัติ และประวัติการชำระหนี้
จะได้รับการอัปเดตข้อมูลจากสถาบันการเงิน เพียงแค่เดือนละครั้งเท่านั้น
ถึงตรงนี้เราก็จะได้วงเงินจากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดรวมกันมากมาย จนกลายเป็นภาพลวงตาว่าเรามีความมั่งคั่งมหาศาลให้ดึงมาใช้จ่ายก่อน
จนกระทั่งถึงตอนใบแจ้งยอดของบัตรแต่ละใบออกมา และทำให้เรารู้ว่าหนี้ที่ต้องจ่ายทั้งหมดในเดือนนี้ กำลังจะกัดกินเงินเดือนที่มีจนแทบไม่เหลือแล้ว..
2. กู้หนี้มาโปะหนี้ วิธีแก้ปัญหาที่ต้องระวัง
เมื่อการหารายได้เพิ่มเป็นเรื่องยาก การกู้ยืมเงินมาเพื่อปิดหนี้ที่มีอยู่ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางออก
เพราะถ้าสังเกตในยอดหนี้ของเจ้าของเคส จะมีสินเชื่อบ้านแลกเงิน ประมาณ 2,000,000 บาท
ซึ่งโดยปกติสินเชื่อบ้านแลกเงิน จะถูกใช้รวมหนี้เล็ก ๆ แต่ดอกเบี้ยสูงจำนวนมาก ให้กลายเป็นหนี้ก้อนเดียว
ที่จะมีระยะเวลาผ่อนนาน แถมดอกเบี้ยถูกกว่าบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด
อย่างไรก็ตาม แม้หนี้เก่าจะถูกปิดไป แต่ถ้าไม่ยอมปิดบัตรที่เคยใช้ ก็เหมือนเปิดประตูไว้ให้ตัวเองกลับไปก่อหนี้แบบเดิมซ้ำ ๆ
กลายเป็นวังวนแห่งหนี้ที่พอจ่ายหนี้อย่างหนึ่งไม่ได้ ก็ต้องไปกู้หนี้อย่างอื่นมาจ่ายใหม่อีก วนไปแบบนี้เรื่อย ๆ
จนสุดท้ายยอดหนี้บัตรเครดิตก็ไม่ได้หายไปไหน แถมยังมียอดหนี้แบบใหม่อย่างสินเชื่อบ้านแลกเงินมาเพิ่มแทน
3. ยิ่งค้างชำระนานเท่าไร หนี้ยิ่งทบต้นไปมากกว่าเดิม
ถ้าดอกเบี้ยทบต้นจากการลงทุนหรือฝากเงิน ทำให้ความมั่งคั่งของเราเติบโตขึ้นได้ตามเวลาที่ผ่านพ้นไปฉันใด
ดอกเบี้ยทบต้นจากเงินกู้ ก็จะทำให้ยอดหนี้ของเราเติบโตขึ้นได้ฉันนั้น
ทำให้เมื่อเราค้างชำระหนี้บัตรเครดิต จนต้องเจอกับดอกเบี้ยบัตรเครดิตประมาณ 16% ต่อปี หรือดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดที่สูงสุดได้ถึง 25% ต่อปี หนี้ของเราก็จะพอกพูนขึ้นไปเรื่อย ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ถ้ายังไม่เห็นภาพ สมมติว่าเราค้างชำระหนี้บัตรเครดิต 100,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน โดยไม่แม้แต่จะจ่ายขั้นต่ำเลย
ยอดหนี้ของเราในแต่ละเดือนจะเติบโตตามนี้
- ดอกเบี้ยเดือนที่ 1 = (100,000 x 16% x 30) / 365 = 1,315.06 บาท
ยอดหนี้เดือนแรก อยู่ที่ 101,315.06 บาท
ยอดหนี้เดือนแรก อยู่ที่ 101,315.06 บาท
- ดอกเบี้ยเดือนที่ 2 = (101,315.06 x 16% x 30) / 365 = 1,332.36 บาท
ยอดหนี้เดือนที่ 2 อยู่ที่ 102,647.42 บาท
- ดอกเบี้ยเดือนที่ 3 = (102,647.42 x 16% x 30) / 365 = 1,349.88 บาท
ยอดหนี้เดือนที่ 3 อยู่ที่ 103,997.30 บาท
จะเห็นได้ว่า ขนาดดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่อยู่ที่ 16% ต่อปี ยังทำให้ยอดหนี้เพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 1,300 บาท จากยอดหนี้ 100,000 บาท แบบนี้
ไม่ต้องคิดเลยว่า ดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดที่สูงถึง 25% ต่อปี จะทำให้ยอดหนี้ต่อเดือนเพิ่มขึ้นเร็วขนาดไหน
ทำให้การค้างชำระ ชำระช้า หรือแม้แต่จ่ายขั้นต่ำ ที่ไม่ทำให้หนี้หมดไปในทีเดียว จึงเป็นสิ่งที่เราไม่ควรทำ ถ้าหากมีบัตรเครดิตอยู่ในมือ
สรุปแล้ว เรื่องราวนี้ก็ให้บทเรียนกับเราว่า เครดิตที่ดีและวงเงินที่มีในบัตรเครดิต ไม่ใช่สิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป ถ้าเราใช้อย่างไม่ระมัดระวัง
เพราะการใช้ช่องโหว่ของสถาบันการเงิน ในการเปิดบัตรเครดิตหลายใบ จะย้อนกลับมาทำร้ายเราเอง ถ้าหากใช้เงินเกินตัว จนต้องหมุนบัตรนั้นมาโปะบัตรนี้ หรือกู้หนี้มาปิด แต่ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรม
สุดท้าย ประโยคคำเตือนง่าย ๆ ที่หลายคนมักจะมองข้ามเวลาเปิดบัตรเครดิตอย่าง
“ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี”
จึงเป็นสิ่งที่เราควรท่องจำให้ขึ้นใจ ก่อนจะเปิดบัตรเครดิตทุกใบ
รวมไปถึงการเช็กด้วยว่า ตอนนี้เรามีหนี้ที่ต้องจ่ายแต่ละเดือน เมื่อหารกับเงินเดือนแล้ว เกินกว่า 40% หรือยัง
เพื่อไม่ให้เราต้องจมกองหนี้จนหาทางออกไม่ได้ จนเงินเดือนมากมายก็ละลายหายไปกับภูเขาหนี้ที่นับวันมีแต่จะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ..
#วางแผนการเงิน
#บัตรเครดิต
#หนี้บัตรเครดิต
References
-เพจเฟซบุ๊ก แก้หนี้มาหาพี่น้อย