รู้จัก กองทุนบำนาญของญี่ปุ่น มูลค่า 55,000,000,000,000 บาท ต้นแบบการลงทุน ประกันสังคมไทย

รู้จัก กองทุนบำนาญของญี่ปุ่น มูลค่า 55,000,000,000,000 บาท ต้นแบบการลงทุน ประกันสังคมไทย

26 ม.ค. 2026
ลงทุนสร้างรีสอร์ตร้าง จนขาดทุน 90% ด้วยเงินประชาชน 
นี่คือสิ่งที่หน่วยงานชื่อว่า Nempuku บรรพบุรุษของกองทุนบำนาญ GPIF ได้ทำไว้
โดยในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 หน่วยงานนี้ นำเงินกว่า 195,000 ล้านเยน ไปลงทุนสร้างรีสอร์ตกว่า 13 แห่งทั่วประเทศ
ก่อนที่ในปี 2005 หลังจากกองทุนบำนาญ ถูกเปลี่ยนมาให้ GPIF บริหาร รีสอร์ตร้างเหล่านี้ ก็ถูกขายในราคาขาดทุน ด้วยมูลค่าเหลือแค่ 4,800 ล้านเยน เท่านั้น 
แต่ถึงกองทุนบำนาญของญี่ปุ่น จะเคยเผชิญวิกฤติศรัทธาที่รุนแรงขนาดนั้น แต่ตอนนี้กองทุน GPIF มีมูลค่าประมาณ 277 ล้านล้านเยน หรือแปลงเป็นเงินไทยได้ประมาณ “ห้าสิบห้าล้านล้านบาท” (เลข 55 ตามด้วยศูนย์ 12 ตัว)
พร้อมครองตำแหน่งกองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลก 20 ปีติดต่อกัน ก่อนจะถูกกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ ล้มแชมป์ในปี 2025 ที่ผ่านมา
แล้ว GPIF มีพัฒนาการอย่างไร และลงทุนแบบไหน ทำไมถึงเป็นตัวอย่างที่หลาย ๆ กองทุน รวมทั้งประกันสังคมไทยอยากเดินตาม ? 
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
ก่อนที่ GPIF จะถือกำเนิดขึ้นมาในปี 2001 กองทุนบำนาญของญี่ปุ่นนั้น ผูกกับระบบราชการอย่างแน่นหนา 
โดยมีหน่วยงานประกันสังคม ที่อยู่ใต้กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ เป็นคนหักเงินส่งให้ Trust Fund Bureau ของกระทรวงการคลัง 
การลงทุนของกองทุนบำนาญญี่ปุ่นตอนนั้น จึงเน้นการปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แล้วรอเอากระแสเงินสดกลับมา ไม่ใช่การลงทุนในตลาดหุ้น 
โดยหน่วยงานที่จะนำเงินของผู้ประกันตนไปบริหาร ก็คือหน่วยงาน Nempuku ที่ก่อเรื่องไปในตอนข้างต้น
จนกระทั่งในปี 2001 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น นั่นก็คือ การควบรวมกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ กับ กระทรวงแรงงานเข้าด้วยกันเป็น “กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ” หรือ MHLW 
รัฐบาลที่อยากจะแก้ไขวิกฤติศรัทธาของประชาชน ก็ได้ยุบหน่วยงาน Nempuku แล้วโอนเงินลงทุนเดิม
รวมถึงเงินลงทุนใหม่ ที่เกิดจากทางกระทรวง MHLW สามารถเก็บเงินบำนาญเข้าหน่วยงานโดยตรงได้ ไม่ต้องฝากกับกระทรวงการคลังอีกต่อไป 
มาให้หน่วยงานเกิดใหม่ชื่อว่า GPIF ลงทุนในตลาดเงินและตลาดหุ้น ไม่ใช่การปล่อยกู้รัฐบาลท้องถิ่นไปสร้างถนน สะพาน หรือ รีสอร์ต อีกต่อไป 
อย่างไรก็ตาม GPIF ยุคแรกยังมีโครงสร้างที่ใกล้ชิดกับทางราชการอยู่พอสมควร 
จากการที่ยังต้องอยู่ใต้กระทรวง และคนทำงานส่วนใหญ่ก็ยังมาจากส่วนราชการ ผู้คนจึงยังไม่ไว้ใจมากนัก 
จนกระทั่งปี 2006 รัฐบาลจึงแต่งตั้งให้ GPIF มีสถานะเป็นนิติบุคคลบริหารจัดการอิสระ ที่ยังต้องทำตามวัตถุประสงค์ที่รัฐมนตรีวางไว้ แต่จะวางแผนลงทุนอย่างไร สามารถจัดทำเองได้เลย
พร้อมทั้งมีการดึงบุคลากรจากภาคการเงินเข้ามาร่วมงานมากขึ้นด้วย 
แต่ผลการดำเนินงาน ในช่วง 8 ปีแรกก็ไม่ได้ดีมากเท่าไร เพราะ GPIF ทำผลตอบแทนเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2006 ถึง 2013 ได้แค่ประมาณ 2.4% ต่อปีเท่านั้น 
จากการที่ยังลงทุนในพันธบัตรญี่ปุ่นมากถึง 67% แล้วลงทุนในหุ้นทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ รวมกันแค่ 20% เท่านั้น 
แม้การลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างพันธบัตรในประเทศจำนวนมาก จะทำให้กองทุน GPIF ขาดทุนไม่มากนัก ในช่วงวิกฤติซับไพรม์ที่ตลาดหุ้นโลกได้รับผลกระทบ
แต่ก็เป็นการสร้างข้อจำกัดในการทำผลตอบแทนให้มากกว่านี้ เพื่อเพียงพอกับคนวัยเกษียณที่ต้องรอรับ ซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 
จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด หรือ Super Aged Society จากการที่มีประชากรอายุเกิน 65 มากกว่า 21% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2007
ทำให้เมื่อนายกรัฐมนตรี Shinzo Abe เข้าดำรงตำแหน่งในปี 2013 พร้อมกับนโยบายเศรษฐกิจ “ธนู 3 ดอก”
GPIF จึงถูกปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะธนูดอกแรกของนายกฯ Abe คือการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อเพิ่ม และดอกเบี้ยต่ำมาก ๆ 
การที่ GPIF จะเป็นกองทุนยักษ์ใหญ่ นอนกอดพันธบัตรญี่ปุ่นมาก ๆ แบบนี้ไว้ เงินลงทุนของผู้ประกันตน รวมทั้งดอกเบี้ยจากพันธบัตรที่ต่ำ อาจถูกเงินเฟ้อกัดกร่อนหมดพอดี
จึงต้องโยกเงินจากพันธบัตร ไปลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น เพื่อสอดคล้องกับธนูดอกที่ 3 ของนายกฯ Abe นั่นก็คือ การปฏิรูปธรรมาภิบาลบริษัทในตลาดหุ้น 
เพราะการที่กองทุน GPIF ไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทในตลาดหุ้น นอกจากจะช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าตลาดหุ้นแล้ว 
GPIF ยังสามารถใช้หุ้นในมือที่มีอยู่ กดดันให้บริษัทเหล่านี้เร่งปรับปรุงธรรมาภิบาลของตัวเอง เพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นอย่าง GPIF ด้วย
รวมไปถึงการกระจายออกไปลงทุนในหุ้น และพันธบัตรต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อหนีจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินของญี่ปุ่นในขณะนั้น 
ทำให้กรอบนโยบายพอร์ตการลงทุนของ GPIF ในช่วงปี 2013 ถึง 2020 นั้น เปลี่ยนไปอย่างมาก 
- พันธบัตรในประเทศจาก 60% ลดลงเหลือ 35%
- หุ้นในประเทศจาก 12% เพิ่มขึ้นเป็น 25% 
- พันธบัตรต่างประเทศจาก 11% เพิ่มขึ้นเป็น 15% 
- หุ้นต่างประเทศจาก 12% เพิ่มขึ้นเป็น 25% 
นอกจากนี้ในปี 2015 ก็มีการแต่งตั้ง CIO หรือ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน จากภาคเอกชนเป็นครั้งแรก ให้เข้ามาวางระบบกองทุนใหม่ 
ส่วนในปี 2017 ทาง GPIF ก็ได้มีการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ จากแต่เดิมให้ประธาน เป็นผู้ตัดสินใจคนเดียว 
กลายเป็น “บอร์ดบริหาร” (Board of Governors) ที่จะเป็นคนวางกรอบนโยบายหลัก เช่น สัดส่วนการลงทุนสินทรัพย์ และแผนการลงทุนระยะกลาง 
จากนั้น “สำนักงานบริหาร” (Executive Office) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน จะทำหน้าที่เสาะหา คัดเลือก และประเมินผลงาน บริษัทจากภายนอกที่มารับบริหารเงินลงทุน
รวมทั้งมี “คณะกรรมการตรวจสอบ” (Audit Committee) ที่เป็นองค์กรอิสระ มาทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลการดำเนินงานของทั้ง บอร์ดและสำนักงานบริหารด้วย 
โดย GPIF นั้น มี บลจ. รับดูแลเงินในส่วนของหุ้นทั้งในและต่างประเทศ กับพันธบัตรต่างประเทศ 
ตัวอย่างของ บลจ. ในประเทศที่ GPIF จ้างให้รับบริหารเงินทุน ก็เช่น Mitsubishi UFJ Financial Group และ Sumitomo Mitsui Trust Bank 
ที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงงานในตอนนั้น เดินทางไปดูงานด้วยเมื่อต้นปี 2567
รวมไปถึง บลจ. ระดับโลก เช่น JP Morgan, Morgan Stanley, Blackrock, Invesco และอีกมากมาย 
และในปี 2020 เป็นต้นมา ทางกองทุน GPIF ก็ได้ปรับกรอบนโยบายพอร์ตการลงทุนเป็น 
- พันธบัตรในประเทศจาก 25%
- หุ้นในประเทศจาก 25%
- พันธบัตรต่างประเทศจาก 25%
- หุ้นต่างประเทศจาก 25%
หรือก็คือตอนนี้ GPIF ลงทุนในหุ้นและพันธบัตรอย่างละครึ่งเลย 
โดยการปฏิรูปกองทุนยักษ์ใหญ่นี้ ก็ดูจะให้ผลดีตามคาด เพราะผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุน ตั้งแต่ปี 2014 ถึง 2024 อยู่ที่ 6.24% ต่อปี
มากกว่าผลตอบแทนเฉลี่ย 2.4% ต่อปี ในช่วงแรก ๆ ของกองทุนแบบเทียบไม่ติด 
จะเห็นได้ว่ากว่าญี่ปุ่นจะสร้างกองทุนบำนาญที่ผู้คนไว้ใจได้ ก็ใช้เวลาปฏิรูปจริงจังกว่า 20 ปี
ด้วยการที่รัฐบาลญี่ปุ่นเรียนรู้จากความผิดพลาด และปรับโครงสร้างการบริหารกองทุนบำนาญใหม่
จนกลายเป็นกองทุน GPIF ที่ครองแชมป์กองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลกถึง 20 ปีต่อกัน และโมเดลถูกหลายประเทศก็นำไปใช้ 
หนึ่งในนั้นก็คือกองทุนประกันสังคมไทย ที่นำบางส่วนของ GPIF มาปรับใช้ ทั้งการลงทุนต่างประเทศ การตั้งเป้าผลตอบแทน และการจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอก
แต่คำถามที่สำคัญก็คือ เราจริงจังกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารของกองทุนแห่งนี้ มาได้ดีกว่าตอนที่ ญี่ปุ่น ยังมีหน่วยงาน Nempuku ดูแลเงินประชาชนอยู่หรือไม่
เพราะทุกวันที่เสียไปจากการปรับตัวช้า คือค่าเสียโอกาสที่ไม่ควรมีผู้ประกันตนคนไหนต้องแบกรับ.. 
#ลงทุน
#กองทุน
#ประกันสังคม
References 
-Liu, L. (2001). Public Pension Reform in Japan 
-Tamaki, N. (2012). Managing Public Pension Reserve Funds: The Case of The Government Pension Investment Fund (GPIF) of Japan
© 2026 MONEY LAB. All rights reserved. Privacy Policy.