
วิศวกรสายเนิร์ด ผู้เปลี่ยนเงินซื้อขนม 100,000 บาท เป็นตั๋วเครื่องบินมูลค่า 5,000,000 บาท ด้วยบัตรเครดิต
12 ก.พ. 2026
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเป็น เวลาเดินซื้อของ แล้วมักจะมองป้ายราคา
เพื่อหาว่าชิ้นไหนคุ้มค่าที่สุด ก่อนจะหยิบใส่ตะกร้า เพื่อประหยัดเงินหลักสิบ หรือหลักร้อยบาท
แต่รู้หรือไม่ว่า มีวิศวกรสายเนิร์ดคนหนึ่งชื่อคุณ David Phillips เขาก็ใช้วิธีคล้าย ๆ กันกับเราแบบนี้
เพียงแต่สิ่งที่เขาคำนวณออกมาได้ ไม่ใช่ส่วนต่างหลักร้อย
แต่เป็นการเปลี่ยนเงินค่าพุดดิงประมาณ 120,000 บาท ให้กลายเป็นตั๋วเครื่องบินมูลค่าราว 5,000,000 บาท
ซึ่งนี่คือหนึ่งในกรณีศึกษาของ Financial Hack ระดับตำนาน ที่เกิดจากการเข้าใจกลไกทางการเงิน ที่เรียกว่า “Arbitrage”
หากอยากรู้ว่า เขาคิดอย่างไรถึงเปลี่ยนพุดดิงธรรมดา ให้กลายเป็นตั๋วเครื่องบินมูลค่ามหาศาลได้ ?
MONEY LAB จะย่อยการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
เรื่องราวระดับตำนานนี้ เริ่มต้นขึ้นในปี 1999 เมื่อคุณ David Phillips วิศวกรโยธาชาวอเมริกัน กำลังเดินเลือกซื้อของอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตตามปกติ
แล้วสายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับโปรโมชันสินค้าแบรนด์ Healthy Choice ที่ระบุข้อความตัวใหญ่ว่า
“สะสมบาร์โคดที่ติดอยู่กับสินค้าครบ 10 ชิ้น จะได้รับไมล์สะสมเที่ยวบิน 500 ไมล์ แบบไม่ต้องลุ้น”
พร้อมกับมีเงื่อนไข Early Bird Special ตัวเล็กจิ๋วด้านล่าง ระบุว่า “หากส่งภายในเดือนนั้น จะได้รับไมล์เพิ่มเป็น 2 เท่า”
เห็นแบบนั้น คุณ David Phillips จึงเริ่มการประเมินมูลค่าทันที เพื่อหาว่าสิ่งที่จะได้กลับมา คุ้มกับเงินที่จ่ายไปหรือไม่
ซึ่งในวงการนักล่าไมล์ยุคนั้น 1 ไมล์สะสม มีมูลค่าประมาณ 0.02 ดอลลาร์สหรัฐ
ดังนั้นเท่ากับว่า 1,000 ไมล์ที่แลกได้ จะมีมูลค่า 20 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 770 บาท
โจทย์ของเขาจึงมีเพียงข้อเดียว คือการหาของ 10 ชิ้น ที่รวมกันแล้วมูลค่าต่ำกว่า 20 ดอลลาร์สหรัฐให้ได้
เพราะยิ่งเขาซื้อของได้น้อยกว่าตัวเลขนี้มากเท่าไร ส่วนต่างความคุ้มค่าที่เขาจะได้ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อรู้เป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว เขาจึงเริ่มสแกนหาสินค้าของ แบรนด์ Healthy Choice เพื่อดูว่ามีชิ้นไหนที่คุ้มค่าบ้าง
เริ่มจาก อาหารแช่แข็ง สินค้าหลักที่แบรนด์โปรโมต
ขายชิ้นละ 2 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 77 บาท
คิดเร็ว ๆ ต้นทุน 10 ชิ้น เท่ากับ 770 บาท ทางเลือกนี้จะเท่าทุนพอดี ไม่คุ้มค่าเหนื่อย
ต่อมา เขาเดินไปเจอซุปกระป๋อง ขายกระป๋องละ 0.9 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 35 บาท ซื้อ 10 ชิ้น ก็เท่ากับ 350 บาท
ทางเลือกนี้เริ่มน่าสนใจ แต่ติดปัญหาเรื่องน้ำหนัก และขนาด เพราะถ้าต้องซื้อจำนวนมาก ๆ คงขนกลับไม่ไหวแน่
หลังจากเดินอยู่สักพักเขาก็ฉุกคิดได้ว่า ถ้าอยากได้ของที่ต้นทุนต่ำกว่านี้มันจะต้องไม่ได้อยู่แค่ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป
คิดได้อย่างนั้น จึงลองไปสำรวจดูที่ Grocery Outlet ซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้าราคาประหยัด และที่นี่เองที่ทำให้เขาพบกับขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่
มันคือ พุดดิงช็อกโกแลตถ้วยเล็กจิ๋ว ที่ขายในราคาถ้วยละ 0.25 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10 บาท คิดต้นทุน 10 ชิ้น ก็เท่ากับ 100 บาท
เมื่อนำตัวเลขมาเทียบกันก็จะเห็นชัดเจนว่า ส่วนต่างมันเยอะมาก เพราะเขาต้องจ่ายเงินเพียง 100 บาท เพื่อแลกกับของรางวัลมูลค่า 770 บาท เท่ากับได้กำไรประมาณ 7 เท่า
เห็นแบบนี้แล้ว เขารีบเหมาพุดดิงทั้งหมดในร้านทันที แล้วกลับบ้านเพื่อมาคิดแผนการใหญ่
เขาเริ่มจากการคำนวณเพื่อวางแผนอย่างละเอียด โดยคำนวณหาปริมาตรของกล่องพุดดิง เทียบกับพื้นที่รถตู้ Mercury Villager เพื่อจะได้วางแผนการซื้อให้คุ้มค่าที่สุด
จนได้ตัวเลขเป๊ะ ๆ ออกมาว่า รถหนึ่งเที่ยวจะสามารถขนพุดดิงได้สูงสุด 3,456 ถ้วย
เมื่อได้ความจุรถแล้ว สิ่งที่เขาทำต่อคือการขอลิสต์ที่อยู่สาขาอื่นจากผู้จัดการร้าน แล้วกลับมาวางแผนเส้นทาง เพื่อจะบุกไปกว้านซื้อพุดดิงอีก 10 สาขาที่เหลือในละแวกนั้น
อีกทั้งเขายังงัดทักษะการเจรจา ขอให้ผู้จัดการร้านช่วยสั่งของเพิ่มให้เขาอีก 60 ลัง โดยอ้างเหตุผลไปว่า จะซื้อไปตุนเป็นเสบียง เพื่อรับมือวิกฤติ Y2K
เหตุการณ์ที่คนคาดกันว่า คอมพิวเตอร์ทั่วโลกจะรวน และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกครั้งใหญ่
ทีนี้เมื่อวางแผนทุกอย่างพร้อมแล้ว เขาและแม่ยายก็เริ่มบุกไปกวาดซื้อพุดดิงจากร้านในละแวกนั้นตามแผนที่วางไว้ ทำให้สุดท้ายแล้ว เขามีพุดดิงรวมทั้งหมด 12,150 ถ้วย
แต่หลังจากที่ขนพุดดิงกองเท่าภูเขามาไว้ที่บ้าน เขาก็ต้องเจอกับปัญหาใหญ่ที่ไม่ได้คำนวณเผื่อไว้
นั่นคือ การลอกบาร์โคดทั้งหมด 12,150 ชิ้น ออกจากถ้วยให้ทัน เพื่อรับสิทธิ์แลกไมล์เพิ่ม 2 เท่า
เขาและภรรยาช่วยกันนั่งแกะจนมือพอง และเห็นตรงกันว่า ขืนทำแบบนี้ต่อไปต้องไม่ทันแน่ ๆ คุณ David Phillips จึงคิดหาทางออกและคิดไอเดียสุดล้ำออกมาได้
เขาตัดสินใจขับรถขนพุดดิงไปบริจาคให้มูลนิธิช่วยเหลือคนยากไร้ โดยแลกกับข้อเสนอเพียงอย่างเดียว คือขอให้ช่วยแกะบาร์โคดส่งคืนมาให้เขา
ทางมูลนิธิก็ตอบตกลงทันที ทำให้เขาสามารถรวบรวม และส่งบาร์โคดได้ทันตามกำหนดเวลา
แต่ความน่าสนใจยังไม่จบแค่นั้น เพราะพุดดิงที่เขาเอาไปบริจาค ถือเป็นการบริจาคเพื่อการกุศล สามารถลดหย่อนภาษีได้ ทำให้เขาได้ภาษีคืนอีก 31,000 บาท
สรุปแล้ว จากเงินลงทุนประมาณ 121,500 บาท หักลบกับภาษีที่ได้คืนมา เท่ากับว่าต้นทุนจริงของเขา เหลือเพียง 90,500 บาท
แต่สิ่งที่เขาได้กลับมานั่นคือ ไมล์สะสมรวม 1,253,000 ไมล์ ซึ่งสามารถนำไปแลกตั๋ว First Class รวมเป็นมูลค่าได้เกือบ 5 ล้านบาท
โดยหากเทียบเป็นระยะทางให้เห็นภาพ คือ บินไป-กลับยุโรปได้ 31 รอบ บินไป-กลับฮาวายได้ 42 รอบ หรือบินภายในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ถึง 50 รอบ
อีกทั้งยังได้รับสถานะ Lifetime Gold Status ของสายการบิน American Airlines ซึ่งเปรียบเสมือนบัตร VIP ถาวร ที่ทำให้เขาได้สิทธิ์ขึ้นเครื่องก่อน อัปเกรดตั๋วฟรี และได้รับโบนัสไมล์สะสมเพิ่มตลอดชีวิต
ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้สร้างชื่อเสียงให้คุณ David Phillips จนคนตั้งฉายาให้เขาว่า The Pudding Guy หรือนายพุดดิง
แต่ยังไม่จบแค่นั้น เรื่องราวของเขายังถูกนำไปดัดแปลงเป็นกิมมิกในภาพยนตร์เรื่อง Punch-Drunk Love อีกด้วย
อ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า เรื่องราวของคุณ David Phillips ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่คือกรณีศึกษาเรื่อง Arbitrage หรือ การทำกำไรจากส่วนต่างราคา ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเคสหนึ่ง
และบทเรียนจากเรื่องนี้สอนให้เราเห็นว่า บางครั้งโอกาสทางการเงิน มักซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขโปรโมชัน ส่วนต่างดอกเบี้ย สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน
ถ้าเราลองสังเกตดี ๆ แล้วลองคำนวณดู เราอาจจะเจอ
“พุดดิงเปลี่ยนชีวิต” ในแบบของเราเอง ก็เป็นได้..
หมายเหตุ : บทความนี้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในปี 1998-1999 ที่ประมาณ 38.5 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
#วางแผนการเงิน
#บัตรเครดิต
#FinancialHack
References