
มหาเศรษฐี Peter Thiel ลงทุนมีกำไร 100,000,000,000 บาท แต่เสียภาษี 0 บาท
28 ม.ค. 2026
ผู้ชายในรูปนี้คือคุณ Peter Thiel นักลงทุนรายแรก ๆ ของ Facebook และผู้ก่อตั้ง Palantir ผู้มีเทคนิคในการบริหารภาษีที่ไม่ธรรมดา
เพราะในช่วงแรกของการสร้างเนื้อสร้างตัวจากคนธรรมดา ขึ้นมาเป็นเศรษฐีติดอันดับ Top 100 ของโลก เจ้าของความมั่งคั่งเกือบ 800,000 ล้านบาทในปัจจุบัน
เขาสามารถทำกำไรจากการขายหุ้น eBay และหุ้น Facebook (ชื่อเดิมของ Meta) ได้มากกว่า 100,000 ล้านบาท โดยที่ไม่เสียภาษีสักบาทเดียว
ทั้ง ๆ ที่ตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกา นักลงทุนที่มีกำไรจากการขายหุ้นในตลาดหุ้นต้องเสียภาษีกำไรจากส่วนต่างราคา
แล้วคุณ Peter Thiel ทำอย่างไร ถึงสามารถประหยัดภาษีได้ในมูลค่ามหาศาลขนาดนี้อย่างถูกกฎหมาย ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
ตอนนี้คนไทยหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อบัญชีการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีอย่าง TISA กันมาบ้างแล้ว
โดยสหรัฐอเมริกาก็มีบัญชีการลงทุนที่คล้าย ๆ กันนี้อยู่ 2 ประเภท นั่นก็คือบัญชี IRA และ Roth IRA
บัญชีแบบ Roth IRA นี้เองที่คุณ Peter Thiel ใช้เป็นเครื่องมือประหยัดภาษี จนไม่ต้องจ่ายเลยสักบาท
Roth IRA คือบัญชีลงทุนปลอดภาษีของสหรัฐอเมริกา กำไรที่เกิดจากการลงทุนในบัญชีนี้ จะไม่ต้องถูกนำไปคิดภาษีส่วนต่างกำไรจากการลงทุน
แต่มีเงื่อนไขว่าต้องถอนเงินออกมาหลังอายุ 59.5 ปีแล้วเท่านั้น และห้ามใส่เงินที่จะลงทุนเกิน 7,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือไม่เกิน 220,000 บาทต่อปี
ผู้ที่จะเปิดบัญชี Roth IRA ได้นั้น หากไม่มีคู่สมรสจะต้องมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 4,800,000 บาท
ส่วนผู้ที่มีคู่สมรสแล้วจะต้องมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 7,600,000 บาท
พูดง่าย ๆ ก็คือ Roth IRA เป็นบัญชีลงทุนปลอดภาษีของผู้มีรายได้ไม่สูงมากนัก
อย่างไรก็ตามเงินลงทุนที่ใส่เข้าไปในบัญชี Roth IRA จะไม่สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้
ส่วน IRA ไม่มีเพดานจำกัดรายได้สูงสุดของผู้ที่จะเปิดบัญชี แต่ห้ามใส่เงินลงทุนเกิน 220,000 บาทต่อปี เช่นเดียวกับบัญชี Roth IRA
แต่จะต่างกันตรงที่เงินลงทุนที่ใส่เข้าไปในบัญชี IRA ในแต่ละปี สามารถนำไปคำนวณเป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้
แต่เมื่อเจ้าของบัญชีจะถอนเงินหลังอายุ 59.5 ปี เงินที่ถอนออกมาต้องถูกคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
พูดง่าย ๆ ก็คือ บัญชี IRA เป็นบัญชีเพื่อลดหย่อนภาษีในปีปัจจุบัน แต่เงินลงทุนทั้งหมดในบัญชีจะถูกคิดภาษีทีหลัง ในวันที่เราจะถอนเงินหลังเกษียณอายุจากการทำงาน
ตรงกันข้ามกับบัญชี Roth IRA ที่ไม่สามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีในปีปัจจุบันได้ แต่จะไม่มีภาระภาษีเมื่อถอนเงินลงทุนออกมาในอนาคต
สรุปอีกครั้งก็คือ บัญชี IRA จะช่วยประหยัดภาษีจากการ “เอาเงินเข้า” แลกกับโดนเก็บภาษีในตอนที่ถอนเงินออกมา
ในขณะที่ บัญชี Roth IRA ที่คุณ Peter Thiel ใช้ จะช่วยประหยัดภาษีในตอนที่ “เอาเงินออก” แลกกับไม่สามารถช่วยลดหย่อนภาษีในระหว่างที่เติมเงินลงทุน
กลับมาที่เรื่องราวของคุณ Peter Thiel กันต่อ
คุณ Peter Thiel เริ่มเปิดบัญชี Roth IRA ตั้งแต่ปี 1999 สมัยที่ยังเป็น CEO ของ PayPal สตาร์ตอัปที่เขาก่อตั้งร่วมกับเพื่อน
ซึ่งในปีนั้นกฎระเบียบของ Roth IRA ระบุว่าผู้ที่จะเปิดบัญชีได้ ต้องมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 110,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,400,000 บาท
แต่สมัยนั้นคุณ Peter Thiel มีรายได้จากการเป็น CEO ของ PayPal ประมาณ 2,300,000 บาทต่อปีเท่านั้น ทำให้คุณ Peter Thiel มีสิทธิ์เปิดบัญชี Roth IRA ได้
เขาจึงใช้บัญชี Roth IRA ที่มี ซื้อหุ้น PayPal ตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าตลาดในราคาหุ้นละ 0.001 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ด้วยเงินลงทุนเพียง 1,700 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น จึงมีหุ้น PayPal อยู่ในมือจำนวน 1.7 ล้านหุ้น
ต่อมาเมื่อเขานำ PayPal เข้าตลาดหุ้น และ eBay ก็มาเสนอซื้อกิจการ PayPal ทำให้เงินลงทุนของคุณ Peter Thiel เติบโตจาก 1,700 ดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็น 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จากนั้นเขาก็แบ่งเงินลงทุนจำนวน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในบัญชี Roth IRA ไปลงทุนใน Facebook ตั้งแต่ที่ยังเป็นบริษัทสตาร์ตอัปเกิดใหม่
นอกจากนี้เขายังแบ่งกำไรที่ได้จากการขายหุ้น PayPal ให้ eBay
ไปลงทุนในบริษัทสตาร์ตอัปอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Palantir, Spotify และ SpaceX
ที่ตอนหลังทั้งหมดต่างก็เติบใหญ่กลายเป็นบริษัทที่เปลี่ยนโลกได้ทั้งสิ้น จนมีมูลค่ามหาศาล
ปัจจุบันเงินลงทุนในบัญชี Roth IRA ของคุณ Peter Thiel จึงเติบโตจาก 1,700 ดอลลาร์สหรัฐในปี 1999 กลายเป็นเงิน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 156,000 ล้านบาท
ซึ่งนั่นหมายความว่าหากเขาไม่ถอนเงินออกมาจนถึงเดือนเมษายน ปี 2027 ที่เขาจะมีอายุ 59 ปีครึ่ง ตามกำหนดการของ Roth IRA
เงินจำนวนแสนล้านบาทนี้ จะกลายเป็นกำไรเต็ม ๆ ให้กับคุณ Peter Thiel โดยไม่ต้องถูกคิดภาษีเลย แม้แต่บาทเดียว
นี่จึงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการใช้เครื่องมือบริหารภาษีอย่างถูกวิธี เพราะถ้าหากเขาไม่เปิดบัญชี Roth IRA มาไว้ซื้อขายหุ้นแบบนี้
เขาจะต้องถูกภาษีส่วนต่างกำไรจากการลงทุนสูงสุด 20% กัดกินผลตอบแทนในทุก ๆ ครั้งที่เขาขายหุ้นออกมา
จนผลตอบแทนการลงทุนของคุณ Peter Thiel น้อยลงจากเดิมมาก
กรณีศึกษาของคุณ Peter Thiel ก็น่าจะทำให้เราทุกคนเห็นถึงความสำคัญของการใช้เครื่องมือลดหย่อนภาษี เพื่อเพิ่มพลังของผลตอบแทนทบต้นกันบ้างไม่มากก็น้อย
เพราะจริงอยู่ที่การเสียภาษี เป็นหน้าที่ของคนทุกคนที่มีรายได้ ในการส่งเงินบางส่วนไปให้รัฐบาลใช้พัฒนาประเทศ
แต่ถ้ามองในมุมของการลงทุน ภาษีก็เป็นค่าใช้จ่ายก้อนโต ที่เป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้พอร์ตการลงทุนของเราเติบโตอย่างเต็มที่
ดังนั้นการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากเครื่องมือที่ถูกกฎหมาย ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่ช่วยให้พอร์ตการลงทุนของเราเติบโตได้อย่างเต็มที่ตามความสามารถของเราจริง ๆ
ซึ่งสำหรับในประเทศไทยเอง ก็มีเครื่องมือการลงทุนที่ช่วยลดหย่อนภาษีให้กับมนุษย์เงินเดือนมากมาย ทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุน RMF และกองทุน ThaiESG
และในอนาคตก็ต้องรอดูว่า เราจะมีบัญชี TISA ที่ให้เรามีสิทธิ์เลือกลงทุนหุ้นรายตัวเอง คล้ายกับบัญชี IRA ของสหรัฐอเมริกา ไว้ใช้ลดหย่อนภาษีหรือไม่..
#วางแผนการเงิน
#หลักวางแผนการเงิน
#วางแผนภาษี
References