
สรุปความแตกต่าง งบประมาณแผ่นดิน และ พื้นที่การคลัง ฉบับเข้าใจง่าย ๆ ใน 4 ข้อ
9 ม.ค. 2026
เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 เดือน ก็จะถึงวันเลือกตั้งของประเทศไทยอีกครั้ง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ หลังงานดีเบตที่ผ่านมา ก็ได้มีคำศัพท์ทางเศรษฐกิจ ที่น่าสนใจ 2 คำ ถูกถกเถียงกันอย่างแพร่หลาย
นั่นก็คือคำว่า “งบประมาณแผ่นดิน” และ “พื้นที่การคลัง”
คำเหล่านี้ ถึงแม้จะฟังดูไกลตัวจากผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศ
แต่กลับเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต่อการใช้กำหนดนโยบาย เพื่อผลักดันประเทศ ให้ก้าวเดินต่อไปได้เลย
หากสงสัยว่า “งบประมาณแผ่นดิน” และ “พื้นที่การคลัง” หมายถึงอะไร และมีความสำคัญอย่างไร ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
1. มาเริ่มกันที่ “งบประมาณแผ่นดิน” กันก่อน
ถ้าเราเปรียบเทียบประเทศเป็นครอบครัว งบประมาณแผ่นดินก็คือ แผนบัญชีรายรับ-รายจ่าย ของครอบครัวในช่วงเวลา 1 ปี
โดยรัฐบาลจะต้องวางแผนว่า ภายใน 1 ปี จะต้องหาเงินมาจากไหน และจะเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง
รายได้ของรัฐบาล คือภาษีที่เราจ่าย และกำไรจากรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ
หากเศรษฐกิจดี ก็มีแนวโน้มว่า จะเก็บภาษีได้เยอะ แต่ถ้าเศรษฐกิจฝืดเคือง ภาษีที่จะเก็บได้ ก็มีโอกาสจะน้อยลง
ส่วนในฝั่งของค่าใช้จ่ายนั้น จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลัก คือ
รายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนของข้าราชการ, ค่าน้ำค่าไฟ, ค่าซ่อมแซมสถานที่ราชการ และจ่ายหนี้สาธารณะ
รายจ่ายลงทุน คือ เงินส่วนที่เหลือ ที่นำไปลงทุนทำนโยบายต่าง ๆ เพื่อพัฒนาประเทศ ตามที่เราเห็นกันทั่วไป
เช่น ทำถนน, สร้างโรงพยาบาล และโครงการแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
2. ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างเปรียบเทียบงบประมาณแผ่นดิน ผ่านเคสมนุษย์เงินเดือนอย่างคุณ A กัน เพื่อจะได้เข้าใจกันดีขึ้น
สมมติคุณ A มีรายได้ทั้งปี 360,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายประจำรวม 300,000 บาท ทำให้มีเงินเหลือเก็บ 60,000 บาท
เงินจำนวน 60,000 บาทที่เหลืออยู่นี้ ถ้าเป็นคนทั่วไปแบบคุณ A ก็จะนำไปเก็บออมลงทุนให้งอกเงย เพื่อหวังให้ชีวิต มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นในอนาคต
แต่สำหรับรัฐบาลแล้ว จะคิดต่างออกไป คือไม่ได้เก็บออมให้ตัวเองรวย แต่มีหน้าที่ใช้เงินเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับประชาชน ผ่านการลงทุนทำโครงการต่าง ๆ
รัฐบาลจึงมักจะเลือกวางแผนใช้เงินที่เหลืออยู่นี้ ในการสร้างรากฐานให้เศรษฐกิจของประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตต่อไปได้
และเมื่อรัฐบาลมีจุดประสงค์ที่จะต้องสร้างการเติบโตให้ได้แบบนี้ ก็ทำให้ในหลายครั้ง เราจึงมักจะเห็นว่า ค่าใช้จ่ายในแต่ละปี มากกว่ารายได้เสียด้วยซ้ำ
นั่นเป็นเพราะ รัฐบาลเลือกใช้นโยบายแบบขาดดุล คือยอมไปกู้เงินในอนาคตมาใช้ก่อน เพื่อนำเงินมาใช้ทำนโยบายในปัจจุบัน ให้เกิดได้เร็วขึ้น
ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศ ถ้าหากเงินที่กู้มาถูกเอาไปลงทุนกับโครงการที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้จริง
สรุปแล้วสำหรับงบประมาณแผ่นดินนั้น อยากให้จำไว้ว่า เป็นเรื่องของปัจจุบัน ที่เป็นแผนระยะสั้นแบบปีต่อปี พอหมดปีแล้วก็ต้องมาวางแผนกันใหม่
3. ต่อมาก็คือ “พื้นที่การคลัง”
คำนี้ถ้าจะแปลความหมายให้เข้าใจง่ายที่สุด ก็คือ “ความสามารถในการก่อหนี้เพิ่ม โดยที่ยังไม่เจ๊ง”
เพราะพื้นที่การคลัง ไม่ใช่ตัวเงินสดที่รัฐบาลมีอยู่ แต่เปรียบเสมือนช่องว่างที่ยังเหลืออยู่ ไว้คอยบอกว่า
รัฐบาลยังจะสามารถกู้เงินมาเพิ่มได้อีกเท่าไร โดยที่ประเทศจะยังไม่ล้มละลาย
โดยสิ่งที่จะบอกว่า ประเทศมีพื้นที่การคลังที่ปลอดภัยหรือไม่ ส่วนใหญ่ที่ใช้กันและเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ “ตัวหนี้สาธารณะต่อ GDP”
ประเทศที่มีหนี้สาธารณะท่วมตัว จะมีพื้นที่การคลังเหลือน้อย เวลากู้เงินมักจะลำบาก แถมเวลาจะกู้เพิ่ม ก็มักจะเจอกับอัตราดอกเบี้ยที่แพง
แต่ประเทศที่มีหนี้สาธารณะต่อ GDP ต่ำ พื้นที่การคลังจะเหลือเยอะ พอกู้เงินก็จะง่ายกว่า แถมอัตราดอกเบี้ยก็มักจะถูกกว่า
4. ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างกัน ผ่านเคสของคุณ A เช่นเดิม
สมมติว่า วงเงินในการรูดบัตรเครดิตของคุณ A มีเต็มที่คือ 100,000 บาท แต่ที่ผ่านมา คุณ A ใช้ไปแล้ว 95,000 บาท ทำให้เหลือวงเงินแค่ 5,000 บาท
แบบนี้เรียกว่า พื้นที่การคลังเหลือน้อย
ถ้าเกิดคุณ A มีเรื่องเดือดร้อน ต้องใช้เงินในเร็ว ๆ นี้สัก 20,000 บาท ชีวิตของคุณ A ก็จะลำบากมาก เพราะพื้นที่การคลังแทบไม่เหลือ ทำให้กู้เพิ่มไม่ได้แล้ว
แต่ในทางกลับกัน หากที่ผ่านมาคุณ A ไม่ได้ขยันสร้างหนี้ วงเงินการกู้เหลือมาก ทำให้พื้นที่การคลังเหลือเยอะ
เมื่อเจอปัญหาจริง ๆ คุณ A ก็จะสามารถกู้เงินมาใช้ก่อนได้โดยไม่ลำบาก แถมดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ ก็ยังจะถูกกว่าด้วย เพราะถือว่าคุณ A มีวินัยทางการเงินที่ดี
เมื่อมองดูแบบนี้ จึงสรุปได้ว่า พื้นที่การคลัง เปรียบเสมือนเป็น ภาพสะท้อนความมั่นคงระยะยาวของประเทศ นั่นเอง
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็เชื่อว่า เราน่าจะเข้าใจกันดีขึ้นแล้วว่า งบประมาณแผ่นดิน และพื้นที่การคลังนั้น มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าคำ 2 คำนี้ จะทำหน้าที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่ได้แยกขาดจากกันเสียทีเดียว
เพราะการตัดสินใจทำ “งบประมาณแผ่นดิน” ของประเทศในวันนี้ ย่อมส่งผลต่อ “พื้นที่การคลัง” ของประเทศ ที่จะเหลือใช้ในวันข้างหน้า
สุดท้ายแล้ว การรักษาสมดุลระหว่าง 2 สิ่งนี้ จึงเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะช่วยผลักดันประเทศ ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน..