
เทรดทองต้องเสียภาษีไหม ? สรุปให้เข้าใจ ในโพสต์เดียว
29 ม.ค. 2026
ราคาทองคำที่พุ่ง All Time High แทบทุกสัปดาห์แบบนี้
ได้กลายเป็นสินทรัพย์ยอดฮิตสำหรับการเก็งกำไรทั้งในรูปแบบการซื้อทองแท่ง และการเทรดซื้อขายรายวัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจ นอกจากวิธีทำกำไร ก็คือเรื่องของภาระภาษี
และหากอยากรู้ว่า เทรดทองเสียภาษีไหม ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
ก่อนหน้านี้ หลายคนก็น่าจะเข้าใจกันว่า
การซื้อทองแท่งและการซื้อขายทองนั้น ไม่ต้องเสียภาษี
เรื่องนี้คงจะสร้างความงุนงงอยู่ไม่น้อยเลยว่า
ตกลงแล้ว การซื้อขายทอง ต้องเสียภาษีไหม ?
คำตอบของเรื่องนี้ก็คือ “แล้วแต่กรณี”
เพราะการซื้อทอง อาจจะมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป โดยภาษีก็ขึ้นอยู่กับเจตนา และลักษณะของการซื้อขายนั้นด้วย
เพื่อให้เราเข้าใจกันชัดเจนมากขึ้น
เราลองมาเจาะลึกกันดูดีกว่า
1. กรณีที่ไม่ต้องเสียภาษี
ถ้าเป็นการเทรดทอง ผ่านกองทุนรวม, DR และ TFEX
กำไรส่วนต่างจะได้รับการยกเว้น ทำให้ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี
แต่ถ้ามีการจ่ายปันผลจะโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทั้งนี้เงินปันผลจะไม่สามารถขอเครดิตภาษีคืนได้เหมือนหุ้นไทย
ถ้าเป็นการ “ซื้อเพื่อเก็บออม” ไม่ได้ตั้งใจทำกำไร ก็อาจจะได้รับการยกเว้นภาษี
เพราะตามกฎหมายมาตรา 42(9) ระบุว่า รายได้จากการขายสังหาริมทรัพย์ที่ได้มา โดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
ซึ่งทองคำ ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณ
ก็ถือเป็น สังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย
ดังนั้น หากเราซื้อทองเพื่อสะสม ถือไว้ยาว ๆ แล้วเลือกขายครั้งเดียวเมื่อราคาดีขึ้น หรือออมทองสะสม ทีละเล็กทีละน้อย แล้วเลือกไถ่ถอนเป็นทองจริงในอนาคต
ก็สามารถตีความได้ว่า ไม่ได้ทำการค้า เพื่อหากำไร กรณีแบบนี้จึงอาจจะเข้าข่าย ได้รับการยกเว้น ทำให้ไม่ต้องเสียภาษี
2. กรณีที่ต้องเสียภาษี
กรณีนี้ กลุ่มที่จะต้องเสียภาษีแน่ ๆ คือ ร้านทอง
เพราะร้านทองมีลักษณะของการประกอบกิจการค้าอย่างชัดเจน ถูกจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) หรือถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ก็ต้องเสียภาษีนิติบุคคลตามปกติ
อีกกรณีที่ต้องเสียภาษีแน่ ๆ คือลงทุนตรงใน ETF ทองคำต่างประเทศ เพราะถูกจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(4) ดังนั้น หากมีกำไรหรือได้รับเงินปันผล แล้วนำกลับเข้ามาในไทยจะต้องเสียภาษีลงทุนต่างประเทศด้วย
แต่กลุ่มที่หลายคนกำลังสงสัยกันมากที่สุด นั่นคือ
“นักลงทุนรายย่อยที่เทรดทองผ่านแอป”
เพราะช่วงปีที่ผ่านมา มีหลายคนออกมาแชร์ว่า โดนเอกสารเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ซึ่งถูกตีความว่าเป็นเงินได้ประเภท 40(8)
แต่ปัจจุบันทางกรมสรรพากรเอง ก็ยังไม่มีการประกาศรายละเอียดขอบเขตที่ชัดเจนว่า
การเทรดจะต้องมีความถี่แค่ไหน จำนวนกี่ครั้งต่อปี ถึงจะต้องนำรายได้ส่วนนี้มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี
เพราะว่ากันตามตรง กลุ่มนี้จริง ๆ แล้วมีพฤติกรรมไม่ต่าง จากการซื้อขายทองตามร้านในอดีตเลย
เพื่อให้เข้าใจกันง่าย ๆ จะขอยกตัวอย่างสมมติจาก “ป้ารวย” นักเทรดทองผู้มีประสบการณ์อันโชกโชน
สมมติว่า ป้ารวยมีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง พอป้ารวยเห็นราคาทองลง ก็มักจะเดินเข้าร้านทอง ไปซื้อทองแท่งเก็บไว้ พอผ่านไปไม่กี่วัน เห็นราคาขึ้น ก็นำทองกลับไปขาย
บางวันป้ารวยก็อาจจะแวะเข้าออกร้านทอง 3-4 รอบ ทำเงินจากการซื้อขายแบบนี้ มาได้เป็นกอบเป็นกำ เป็นเวลาหลายปี แต่ก็ไม่มีใครเคยพูดถึงเรื่องภาษีให้ป้ารวยได้ยินกันเลย
ที่เป็นแบบนี้ ก็อาจจะมาจากเหตุผลว่า ในอดีต มุมมองของกฎหมาย ณ ตอนนั้น ป้ารวยยังอยู่ในจุดที่เป็นพื้นที่สีเทา ซึ่งตีความยาก
เพราะป้ารวยไม่ได้เปิดร้านทองเอง จึงไม่เข้าข่ายเป็นเงินได้ ตามมาตรา 40(8) ที่ต้องเอาไปยื่นเสียภาษี
และการขายทองของป้ารวย อาจถูกมองว่าเป็นการขายสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้า ตามมาตรา 42(9) จึงทำให้ไม่ต้องเสียภาษีด้วย
จะเห็นว่า ความจริงพฤติกรรมการซื้อขายทองคำของนักเทรดในวันนี้ ก็แทบไม่ต่างจากในอดีต
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “เทคโนโลยี..”
เพราะเทคโนโลยีได้เข้ามาแทนที่รูปแบบการซื้อขายทองแบบเดิม ๆ จากที่ป้ารวยเคยต้องเดินเข้าร้าน ก็กลายเป็นกดซื้อขายทองผ่านแอปแทน
และเพราะความง่ายนี้เอง ก็เป็นจุดที่ทำให้หลายคน เริ่มซื้อขายทองถี่ขึ้น ซึ่งความถี่ก็ทำให้กรมสรรพากร รับรู้ว่าเรามีรายได้
เพราะปัจจุบัน ธนาคารมีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมต่อกรมสรรพากร ตามกฎหมายที่เรียกว่า “E-Payment”
หากบัญชีของเราเข้าเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง ในปีภาษีนั้น
นั่นคือ
- มีจำนวนเงินเข้าทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป โดยไม่จำกัดจำนวนเงิน หรือ
- มีเงินเข้าทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และมียอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป
พอข้อมูลถึงมือกรมสรรพากร จนตรวจสอบแล้วพบว่า
เรามีรายได้ แต่ไม่เคยยื่นภาษีเลย หรือชี้แจงที่มาของเงินได้ไม่ชัดเจน
เราก็อาจจะถูกประเมินรายได้ใหม่ จนต้องเสียภาษีย้อนหลัง พร้อมกับเจอเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามกฎหมายได้
โดยตามหลักการจริง ๆ แล้ว หากเรามีรายได้ เราก็มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ แสดงรายได้เพื่อเสียภาษีอยู่ดี
แม้ว่าเรื่องนี้จะยังไม่ชัดเจน แต่จากที่หลายคนออกมาแชร์ในโลกออนไลน์ว่า ได้รับหนังสือแจ้งจากกรมสรรพากรให้ไปชี้แจง และต้องเสียภาษีครึ่งปีย้อนหลังนั้น
ตรงนี้ก็อาจจะสะท้อนให้เห็นแล้วว่า เจ้าหน้าที่ตีความว่ารายได้จากการเทรดทองผ่านแอป เป็นเงินได้ประเภท 40(8)
ซึ่งก็หมายความว่า หากเรามีรายได้จากการเทรดทอง
เราจะต้องนำรายได้นั้นไปยื่นภาษีในแบบ ภ.ง.ด.94 ช่วงกลางปี และ ภ.ง.ด.90 ช่วงสิ้นปีด้วย
ทั้งหมดนี้จะเห็นว่า จากตัวอย่างของป้ารวยที่ซื้อทองวันละหลายรอบในอดีต โดยไม่มีใครพูดถึงเรื่องภาษีซื้อขายทองมาก่อน
เพราะเป็นการใช้เงินสด ไม่มีหลักฐานทางธนาคาร และไม่ได้ถือเป็นการค้าอย่างชัดเจน
แต่ในวันนี้ พฤติกรรมการซื้อขายทองคำ ที่ดูจะเหมือนแบบในอดีต แต่เมื่อเปลี่ยนมาซื้อขายกันผ่านเทคโนโลยี อย่างแอปซื้อขายทองคำออนไลน์แทน
หากรายการเงินเข้าออกของเราถึงเกณฑ์ ธนาคารก็ส่งข้อมูลต่อ ทำให้กรมสรรพากรเห็นความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ในบัญชีธนาคารของเราไปด้วย
ถึงตรงนี้หลายคนก็คงจะเริ่มตั้งคำถามว่า
แล้วการซื้อขายทองกี่ครั้ง ถึงจะเรียกว่าเทรด ?
หรือต้องถี่แค่ไหน ถึงจะหลุดจากคำว่าออมทอง ?
แม้ตอนนี้ยังไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน แต่ช่วงที่ผ่านมา เริ่มมีข่าวว่า กรมสรรพากรกำลังพิจารณาความเหมาะสม ในการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากกิจการขายทองคำแท่งของร้านทองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่า ในอนาคตอาจจะมีรายละเอียดที่ชัดเจนในประเด็นนี้มากขึ้น
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สายเทรดควรทำตอนนี้ก็คือ การจดบันทึกและเตรียมเอกสาร เพื่อไว้ใช้เป็นหลักฐาน
รวมถึงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิดว่า กรมสรรพากรจะออกแนวทางชี้ขาดเรื่องนี้อย่างไร..
#วางแผนการเงิน
#ทองคำ
#ภาษีเทรดทอง
References
-กรมสรรพากร