
วิกฤติศรัทธาประกันสังคมไทย จ่ายเพิ่มเป็น 875 บาท แต่ทำไมคนรู้สึกไม่คุ้มค่า
23 ม.ค. 2026
“ประกันสังคม” คำนี้ขึ้นหน้าฟีดในโลกออนไลน์ทีไรมักจะเป็นประเด็นร้อนเสมอ
โดยสิ้นเดือนนี้ จะเป็นเดือนแรกที่เราในฐานะผู้ประกันตน จะต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินสมทบแพงขึ้น จาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน
ซึ่งสำหรับมนุษย์เงินเดือน เราไม่มีสิทธิเลือกได้ว่า จะจ่ายหรือไม่จ่าย เพราะนี่คือรายจ่ายภาคบังคับที่ถูกหักทุกเดือน
แต่ในขณะที่แรงงานทั้งประเทศ กำลังช่วยกันเติมเงินเข้าสู่ระบบเพื่อพยุงกองทุนนี้ ก็มีการนำข้อมูลบางอย่างมาพูดกันในเรื่องความโปร่งใสของกองทุน
จนเกิดคำถามสำคัญตามมาว่า เงินที่เราจ่ายไปทุกเดือน ถูกบริหารจัดการอย่างคุ้มค่าจริงไหม และเหลือพอให้เราใช้เป็นหลักประกันในบั้นปลายชีวิตหรือเปล่า ?
และคำถามแบบนี้ก็นำไปสู่การเปรียบเทียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า
ทำไมแรงงานเกือบ 25 ล้านคน ที่จ่ายเงินสมทบประกันสังคมทุกเดือน ถึงได้สิทธิที่ดูแตกต่างจากบัตรทองที่ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือยืดหยุ่นน้อยกว่า กบข. ที่เปิดให้เลือกแผนการลงทุนเองได้
เรื่องราวนี้เป็นอย่างไร ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
เงินสมทบประกันสังคมที่เราต้องจ่าย 875 บาทต่อเดือน คิดมาจาก 5% ของเพดานค่าจ้างใหม่ที่สูงสุด 17,500 บาท
โดยกองทุนออกแบบมาให้มีส่วนช่วยกันจ่าย 3 ฝ่าย คือเราจ่าย 5% บริษัทสมทบให้เท่ากันที่ 5% และรัฐบาลจะช่วยสมทบให้อีก 2.5%
จากนั้นกองทุนจะนำเงินนี้ไปลงทุนแล้วบริหารจัดการ เพื่อนำมาจ่ายเป็นสิทธิประโยชน์คืนให้เรา
โดยเงิน 875 บาทที่เราจ่ายออกจากกระเป๋า
จะถูกแบ่งหน้าที่เป็น 3 ส่วนชัดเจน
ส่วนแรก 3% คิดเป็นเงิน 525 บาท
ถูกเก็บเป็นเงินออมไว้เป็นเงินบำนาญตอนเกษียณ
ส่วนที่สอง 1.5% คิดเป็นเงิน 262 บาท
ใช้ดูแลเรื่องการเจ็บป่วย คลอดบุตร และกรณีเสียชีวิต
ส่วนสุดท้าย 0.5% คิดเป็นเงิน 88 บาท
เป็นสวัสดิการว่างงาน หรือถูกเลิกจ้าง
พูดง่าย ๆ เท่ากับว่า เรากำลังจ่ายเงินซื้อแพ็กเกจความคุ้มครองประกันสุขภาพ ควบประกันชีวิตแบบบำนาญ ในราคา 875 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลึกลงไปในกลไกการบริหารจัดการ ของกองทุนประกันสังคม เมื่อเปรียบเทียบกับบัตรทอง และ กบข. นั้นก็มีแง่มุมที่น่าสนใจ
ซึ่งสามารถสรุปความแตกต่างหลัก ๆ ออกมาได้ 2 ประเด็น
ประเด็นแรก สิทธิการเข้าถึงการรักษาพยาบาล สิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
แต่มีเพียงผู้ประกันตนกลุ่มเดียวเท่านั้น ที่ต้องควักเงินจ่ายผ่านเงินสมทบประกันสังคมจากกระเป๋าตัวเอง
เพราะคนที่ไม่ได้ทำงานก็จะได้รับสิทธิบัตรทอง หรือถ้าทำงานรับราชการก็จะได้รับสวัสดิการดูแลจากรัฐ ครอบคลุมไปถึงพ่อแม่และลูกด้วย
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็นงบประมาณที่มาจากเงินภาษี ที่ผู้ประกันตนเองก็เป็นคนจ่ายส่วนหนึ่งด้วย
นอกจากนี้การเข้าถึงการรักษายังถูกผูกติดกับโรงพยาบาลตามสิทธิที่เดียว ทำให้ถ้าเจ็บป่วยเล็กน้อยแล้วจะไปขอรับยาที่คลินิกหรือร้านยาใกล้บ้านง่าย ๆ ก็ไม่สามารถทำได้แบบบัตรทอง
และอีกหนึ่งสิทธิที่คนทำงานมีโอกาสใช้กันบ่อยที่สุดอย่าง การทำฟัน
สิทธิประกันสังคมก็จำกัดวงเงินไว้แค่ 900 บาทต่อปี ซึ่งว่ากันตามตรง วงเงินประมาณนี้คงไม่เพียงพอกับการรักษาฟันในบางประเภท
ต่างจากสิทธิบัตรทอง ที่สามารถทำได้ปีละ 2 ครั้ง โดยไม่จำกัดวงเงิน
ส่วนประเด็นที่สองคือ เรื่องเงินเกษียณ ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุด ที่ถูกหักออกจากเงินสมทบของเราทุกเดือน
ในส่วนนี้เราคงเอาไปเทียบกับบัตรทองไม่ได้ เพราะบัตรทองเป็นสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ดูแลแค่สิทธิการรักษาพยาบาล ไม่มีส่วนของการออมเงิน
เราจึงต้องเทียบกับ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ซึ่งมีฟังก์ชันการออมเพื่อเกษียณเหมือนกัน
จริงอยู่ว่า โครงสร้างของประกันสังคม และ กบข. ไม่เหมือนกันทีเดียว เพราะ กบข. นั้นเปรียบเสมือนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD ในเวอร์ชันราชการมากกว่า
แต่ประเด็นที่น่ามองก็คือ เรื่องของประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
เพราะทั้ง กบข. หรือแม้แต่ PVD ภาคเอกชน ต่างก็ถูกบริหารจัดการโดยมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนโดยตรง
และที่สำคัญคือ มีการเปิดกว้างให้สมาชิก มีสิทธิเลือกแผนการลงทุนได้เอง ทำให้แต่ละคนสามารถออกแบบการลงทุนได้ตามความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้
ตัดภาพมาที่ผู้ประกันตนอย่างเรา กลับไม่สามารถเลือกแผนลงทุนเอง เงินทั้งหมดถูกบริหารจัดการภายใต้นโยบายเดียวโดยข้าราชการสำนักงานประกันสังคม สังกัดกระทรวงแรงงาน
ที่มีผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 2.29% ต่อปี..
อย่างไรก็ตาม การหยิบยกเรื่องสิทธิบัตรทอง หรือสวัสดิการข้าราชการ มาเปรียบเทียบไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจะบอกว่า สวัสดิการเหล่านั้นได้มากเกินไป
แต่ยกขึ้นมาเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ระบบสวัสดิการที่ดีสามารถเกิดขึ้นได้ หากมีการจัดการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนตั้งคำถามว่าระบบประกันสังคมที่เป็นที่พึ่งของแรงงานทั้งประเทศ จะสามารถยกระดับไปสู่มาตรฐานที่ดีขึ้นเหมือนกันได้เมื่อไร
เพราะยิ่งมองไปข้างหน้า โจทย์ของประกันสังคมยิ่งชัดเจนและน่ากังวลขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือ การที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ
จนจำนวนคนทำงานที่ส่งเงินเข้ากองทุนจะค่อย ๆ ลดน้อยลง สวนทางกับจำนวนคนเกษียณที่รอรับบำนาญ จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ สิ่งที่ต้องรีบจัดการ อาจจะต้องเป็นการสร้างผลตอบแทนให้สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
สำหรับกองทุนนี้แบกรับเงินออมภาคบังคับ มูลค่านับล้านล้านบาท มาตรฐานด้านการบริหารจัดการก็ควรต้องสูงและโปร่งใส
ให้ทุกคนได้มั่นใจ ว่าเงินทุกบาทที่ถูกหักจากกระเป๋าเราไปทุกเดือน จะถูกบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อผู้ประกันตนจริง ๆ
จนกลายเป็นเงินบำนาญที่แรงงานผู้ทำงานหนักเกือบ 25 ล้านคนได้พึ่งพาอาศัย ในยามเกษียณที่ไม่มีแรงหารายได้เพิ่มเติมเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว..
#วางแผนการเงิน
#หลักวางแผนการเงิน
#ประกันสังคม
References
-YouTube สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว : รู้ยัง!? เงินประกันสังคมสร้างโรงอาหารให้ข้าราชการกระทรวงแรงงาน
-YouTube ลงทุนแมน : ประกันสังคม เสี่ยงเงินหมดใน 21 ปี ผู้ประกันตน รับมือและแก้ปัญหานี้อย่างไร ? | Talk ลงทุนแมน EP.52
-YouTube ลงทุนแมน : ประกันสังคม บู๊ลงทุนต่างประเทศ หวังผลตอบแทน 5.3% ต่อปี | Talk ลงทุนแมน EP.58