
TransDigm Group ตำนานหุ้น 145 เด้ง บริษัทที่เครื่องบินเกือบทุกลำบนโลก ขาดไม่ได้
19 ม.ค. 2026
หลังจากที่ MONEY LAB เขียนเล่าถึงตำนานหุ้น 100 เด้ง ออกมาหลายบทความ
คนที่สนใจติดตามอ่านซีรีส์นี้มาตลอด ก็คงจะเห็นเหมือนกันว่า บรรดาบริษัทที่เข้ามาอยู่ในทำเนียบตำนานได้แบบนี้ จะต้องมีบางอย่างที่โดดเด่น ไม่เหมือนใคร
บ้างก็มาจาก ไอเดียเริ่มต้นธุรกิจ ที่แปลกใหม่ และบ้างก็มาจาก ระบบการบริหารจัดการ ที่แข็งแกร่งมาก จนเจ้าอื่นยากจะทำตาม
แต่รู้หรือไม่ว่า มีอยู่บริษัทหนึ่ง ที่เป็นส่วนผสมลงตัว ระหว่างการขายสินค้าผูกขาด และการจัดสรรเงินทุนอย่างชาญฉลาด เพื่อใช้ขยายกิจการ
เรากำลังพูดกันถึง บริษัท TransDigm Group
คนที่ลงทุนหุ้นบริษัทนี้นับตั้งแต่วันแรกที่เข้าตลาดหุ้น เมื่อปี 2006 และถือมาจนถึงปัจจุบัน โดยไม่ทำอะไรเลย
จะได้ผลตอบแทนรวม สูงถึง 145 เด้ง หรือคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้น 30% ต่อปี..
หากสงสัยว่า เรื่องราวความเป็นมาของ TransDigm Group เป็นอย่างไร และทำไมการรู้จักบริษัทนี้ ถึงเป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับนักลงทุน
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
ในปี 1993 คุณ Nick Howley และคุณ Doug Peacock เล็งเห็นโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล
โดยทั้ง 2 คนทำงานอยู่ในบริษัท Imo Industries ซึ่งกำลังเจอกับปัญหาการเงิน จนต้องขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ เพื่อหาเงินมาใช้หนี้
พวกเขามองเห็นเพชรในตม ที่ซ่อนอยู่ในบริษัท นั่นคือส่วนธุรกิจผลิตชิ้นส่วนในเครื่องบิน ซึ่งพวกเขาเป็นผู้บริหารอยู่ เพราะธุรกิจนี้ มีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลอยู่ก็คือ
- เป็นสินค้าเฉพาะทาง สามารถทำกำไรได้ดี
- ธุรกิจมีคนเข้ามาแข่งขันยาก ทำให้มีอำนาจผูกขาดสูง จากการที่บริษัทไหนจะผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้แบบ TransDigm ได้ ต้องผ่านมาตรฐานจากหน่วยงาน FAA หรือสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกาก่อน
อย่างไรก็ตามการจะผลิตชิ้นส่วนใหม่ให้ได้มาตรฐาน FAA เทียบเท่าของ TransDigm ต้องใช้เวลาและการลงทุนมหาศาล ประกอบกับชิ้นส่วนหลายอย่างเป็นสินค้าเฉพาะทาง ที่ตลาดเล็กมาก จึงแทบไม่มีคู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาเลย
เมื่อโอกาสในการเริ่มต้นธุรกิจดี ๆ แบบนี้มาถึง พวกเขาจึงอดใจปล่อยมันไปไม่ได้
เลยจับมือกับกองทุน Private Equity ชื่อ Kelso & Company ทำการ Leveraged Buyout เพื่อซื้อธุรกิจส่วนนี้ ออกมาบริหารเองเสียเลย
ซึ่งจะแตกต่างจากการกู้ยืมเงินมาซื้อกิจการทั่วไปตรงที่ การ Leveraged Buyout จะเป็นการกู้ยืมเงินมาซื้อกิจการหนึ่ง ด้วยการนำมูลค่าสินทรัพย์ของกิจการที่จะซื้อ มาค้ำประกันเงินกู้
หมายความว่า ถ้าเกิดธุรกิจนี้ไปไม่รอดขึ้นมา มีเงินไม่พอจ่ายหนี้ ตัวกิจการก็จะถูกเจ้าหนี้คือธนาคารยึดไป หนี้สินก็จะไม่ตกมาถึงคุณ Howley และพวกพ้อง
แต่ถ้าหากธุรกิจนี้ ไปได้ด้วยดี สร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ มีเงินจ่ายคืนหนี้ไปเรื่อย ๆ ยอดหนี้ที่กู้มาทำ LBO ก็จะต้องหมดลง
และตัวธุรกิจนี้ ก็จะกลายเป็นของคุณ Nick Howley, คุณ Doug Peacock และ Kelso & Company โดยสมบูรณ์
ปรัชญาการทำธุรกิจของ TransDigm นั้นจะไม่เหมือนกับบริษัทส่วนใหญ่ที่เราเห็นกัน เพราะพวกเขามองตัวเองคล้ายเป็น Private Equity ที่อยู่ในตลาดหุ้น
ปกติ Private Equity หรือกองทุนที่ลงทุนกับบริษัทนอกตลาดหุ้น มักจะมีกรอบระยะเวลาในการลงทุน เช่น ลงทุนในบริษัทนอกตลาดหุ้นสัก 5 ถึง 10 ปี โดยเข้าไปช่วยปรับปรุงการดำเนินงาน ให้บริษัทมีกำไรเติบโตขึ้น
พอครบกำหนดแล้ว Private Equity ก็จะขายหุ้นออกไป เพื่อทำกำไร และเปลี่ยนไปลงทุนในบริษัทใหม่ ๆ หมุนวนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
แต่จุดที่ TransDigm นั้นต่างออกไปก็คือ พวกเขาจะลงทุนในบริษัทเหล่านั้นตลอดไป โดยจะไม่มีวันขายออกไปอีกเลย
และนับตั้งแต่วันที่ บริษัทนี้ได้แยกตัวออกมาจาก Imo Industries ภายใต้การนำของคุณ Nick Howley บริษัท TransDigm ได้ทำดีลซื้อกิจการบริษัทที่ทำธุรกิจผลิตชิ้นส่วนในเครื่องบิน มามากกว่า 90 บริษัท
โดยสามารถสรุปหลักในการเข้าซื้อกิจการ และเข้าไปปรับปรุงคุณภาพของบริษัทที่ซื้อเข้ามา ให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้
- ในเครื่องบินสักลำหนึ่ง จะมีชิ้นส่วนอยู่หลายแสนชิ้น โดยมีบริษัทผู้ผลิตกระจัดกระจายอยู่หลายเจ้า แต่ TransDigm จะเลือกเฉพาะบริษัทที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นั้นเพียงรายเดียว เพื่อช่วยสร้างความผูกขาดให้กับธุรกิจ
- เมื่อซื้อมาแล้ว ก็จะเข้าไปปรับปรุงระบบหลังบ้าน ให้มีประสิทธิภาพที่สุด ผ่านการตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่สำคัญทุกอย่างลง
- เมื่อในมือของ TransDigm มีแต่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของสำคัญซึ่งลูกค้าขาดไม่ได้
บริษัทก็ไม่จำเป็นต้องขายราคาถูกอีกต่อไป แถมยังสามารถขึ้นราคาได้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็อยู่ในจุดที่ยังรู้สึกคุ้มค่ากับมูลค่าที่ลูกค้าจะได้รับ
โดยลูกค้าที่ว่าก็คือเหล่าผู้ผลิตเครื่องบินชื่อดัง เช่น Boeing และ Airbus, สายการบินต่าง ๆ และหน่วยงานป้องกันประเทศ
เมื่อ TransDigm สะสมธุรกิจเหล่านี้เข้ามามากขึ้น ๆ ก็จะทำให้เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทก็จะมีกองทัพบริษัทผู้ผลิตกระแสเงินสดจากการขายสินค้าผูกขาดไหลเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ
ทาง TransDigm ก็จะนำกระแสเงินสดเหล่านี้ ไปซื้อกิจการบริษัทผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินใหม่ ๆ ที่ผูกขาดด้วยลิขสิทธิ์เข้ามาอีก หมุนวนจนเกิดเป็น “วงจรแห่งความรุ่งเรือง” ไปเรื่อย ๆ
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็เชื่อว่า เราน่าจะเข้าใจถึงที่มาที่ไป และปรัชญาในการสร้างธุรกิจให้เติบโต ในแบบของ TransDigm Group กันดีขึ้นแล้ว
ด้วยหลักการทำธุรกิจที่ไม่เหมือนใคร เพราะมองตัวเองเหมือนเป็นบริษัทลงทุนแบบ Private Equity ที่อยู่ในตลาดหุ้น
แต่ก็เลือกจะลงทุนถือหุ้นในบริษัทผูกขาด ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่แทบจะไม่มีคู่แข่งหน้าใหม่ เจาะเข้ามาได้ ตลอดไป
ด้วยความเฉียบคม ผ่านการมองการณ์ไกล และความอดทนในการค่อย ๆ รอคอยเวลาที่เหมาะสม เพื่อจะได้ซื้อกิจการในราคาที่คุ้มค่า
ทั้งหมดนี้ ก็เลยทำให้บริษัทนี้ กลายมาเป็นอีกหนึ่งในตำนานหุ้น 100 เด้ง ที่นักลงทุนทุกคน ควรศึกษาไว้เป็นบทเรียน
เพื่อใช้เป็นแบบอย่างในการหาหุ้นเปลี่ยนชีวิต ของเราต่อไป..
#ลงทุน
#หุ้นนอก
#หุ้น100เด้ง
#หุ้น100เด้ง
References
- 10-K บริษัท TransDigm Group ปี 2025
- TransDigm: Foundations with Nick Howley
- TransDigm: Redeeming the Most Painful Loss with Rob Small
- TransDigm: Operator to Capital Allocator with Nick Howley
- TransDigm: Private Equity in the Public Markets with Rob Small
- TransDigm Stock Valuation: A Conglomerate of Monopolies