Mitsubishi Heavy Industries บริษัทอายุ 100 ปี ที่ผลิตได้ตั้งแต่แอร์ติดบ้าน ยันยานอวกาศ

Mitsubishi Heavy Industries บริษัทอายุ 100 ปี ที่ผลิตได้ตั้งแต่แอร์ติดบ้าน ยันยานอวกาศ

15 ม.ค. 2026
“เย็นเร็ว ทนทาน ประหยัดไฟ” 
คำโฆษณาคุ้นหูจากแอร์แบรนด์ Mitsubishi Heavy Industries
แต่รู้ไหมว่า สายพานของบริษัทไม่ได้มีแค่ชิ้นส่วนแอร์ให้ประกอบ แต่ยังรวมถึงเครื่องบินรบ และยานอวกาศอีกด้วย
เพราะบริษัทนี้เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มาตั้งแต่สมัยที่ผลิตอาวุธและเครื่องจักรสงครามให้กองทัพญี่ปุ่นตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 
กระทั่งญี่ปุ่นแพ้สงคราม บริษัทแห่งนี้ก็เกือบถูกทำให้เล็กลง ก่อนที่จะกลับมายิ่งใหญ่ได้ในทุกวันนี้
แล้วเรื่องราวของ Mitsubishi Heavy Industries เป็นอย่างไร ทำไมบริษัทแห่งนี้สามารถผลิตสินค้าได้ตั้งแต่แอร์ ยันเครื่องบินรบ ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
จุดเริ่มต้นของ Mitsubishi Heavy Industries ต้องย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 200 ปีก่อน เมื่อลูกชาวนาจากเมืองโทสะ ที่ชื่อคุณ Iwasaki Yataro ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานรับใช้เจ้าเมืองโทสะ
หน้าที่ของคุณ Iwasaki ในตอนนั้นก็คือการเป็นเสมียน คอยดูแลเรื่องบัญชีในกลุ่มธุรกิจการค้าของเจ้าเมืองโทสะ
ซึ่งในยุคสมัยนั้น อยู่ในช่วงระหว่างที่ญี่ปุ่นกำลังปฏิรูปประเทศให้มีความทันสมัย ให้ตามทันชาติตะวันตกอยู่
โดยเจ้าเมืองของโทสะ เป็นกลุ่มผู้นำที่มีความคิดหัวก้าวหน้า ต้องการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ท่านเจ้าเมืองโทสะ จึงปลูกฝังแนวคิดเรื่องการปฏิรูปประเทศ ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ให้กับคุณ Iwasaki ในวัยหนุ่ม
เมื่อคุณ Iwasaki สั่งสมประสบการณ์ในการทำธุรกิจจากเจ้าเมืองโทสะได้สักพัก
เขาก็เริ่มออกมาก่อตั้งธุรกิจเป็นของตัวเอง ในปี 1870 นั่นคือธุรกิจการขนส่งทางเรือ ซึ่งธุรกิจนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักร Mitsubishi อันยิ่งใหญ่
ในช่วงเวลาเดียวกับที่คุณ Iwasaki กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวอยู่นั้น
รัฐบาลญี่ปุ่นได้เชิญชวนให้วิศวกรชาวดัตช์ มาก่อสร้างอู่ต่อเรือกลไฟสมัยใหม่ให้กับญี่ปุ่นที่เมืองนางาซากิ
เมื่ออู่ต่อเรือแห่งนี้สร้างเสร็จได้ไม่นาน คุณ Iwasaki ก็ได้เห็นโอกาสทองที่จะขยายธุรกิจเข้าสู่การต่อเรือ เพื่อต่อยอดธุรกิจการขนส่งทางทะเล ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของตัวเอง
เขาจึงไม่รอช้าที่จะเข้าไปติดต่อขอเช่าอู่ต่อเรือนี้จากรัฐบาลญี่ปุ่น จากนั้นก็เริ่มทำธุรกิจอู่ต่อเรือ และขยายอู่ต่อเรือเพิ่มเติมเป็นอู่ที่ 2 3 และ 4 ไปเรื่อย ๆ
บริษัท Mitsubishi เติบโตไปพร้อม ๆ กับเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ขยายตัว กลายเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในเอเชีย ณ ตอนนั้น
จน Mitsubishi ขยายธุรกิจไปได้ไกลกว่าธุรกิจต่อเรือ และเดินเรือ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจผลิตเครื่องจักรอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตเครื่องบิน ธุรกิจผลิตรถไฟ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจธนาคาร
เมื่อญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่ไฟสงคราม รัฐบาลก็ต้องจัดหาบริษัทผู้ผลิตอาวุธหนัก และ Mitsubishi ก็คือหนึ่งในนั้น โดยเครื่องบินขับไล่ซีโรอันโด่งดังในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ถูกผลิตคิดค้นโดยบริษัทนี้ 
นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังมีแผนขยายกองทัพเรือ อู่ต่อเรือที่เมืองนางาซากิของ Mitsubishi จึงเปลี่ยนตัวเองจากศูนย์กลางการผลิตเรือขนส่งสินค้า ให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตเรือรบ
และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สหรัฐฯ เลือกที่จะทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองนางาซากิ เพื่อจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้เร็วที่สุดนั่นเอง
เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม สหรัฐฯ ก็เข้ามาจัดระเบียบญี่ปุ่นใหม่ มีการสั่งแยกธุรกิจของบริษัทขนาดใหญ่ที่เรียกว่ากลุ่มไซบัตสึ ให้กลายเป็นบริษัทขนาดเล็กมากมาย
เพราะสหรัฐฯ มองว่ากลุ่มธุรกิจเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการผลิตอาวุธสงครามให้กองทัพญี่ปุ่น จึงต้องมีการลดขนาดและอิทธิพลของบริษัทเหล่านี้ลง
บริษัท Mitsubishi เองก็ไม่รอดพ้นจากคำสั่งนี้ ทำให้ต้องแตกออกมานับร้อยบริษัท
แต่พอผ่านไปไม่นาน สงครามเกาหลีก็ตามมา สหรัฐฯ จึงต้องการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เพื่อให้ญี่ปุ่นเป็นกำลังสำคัญอีกแรงที่ช่วยต้านทานลัทธิคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออก
กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่จึงสามารถกลับมารวมตัวกันได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับ Mitsubishi แต่ด้วยโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่เจ้าของมีสัดส่วนการถือหุ้นน้อยลง
ก็ทำให้มีบางบริษัทเลือกที่จะไม่กลับมารวมเป็นบริษัทเดียวกันอีก แต่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ และพึ่งพากันแบบหลวม ๆ ซึ่งเราเรียกกลุ่มโครงสร้างธุรกิจแบบนี้ว่า เคเรตสึ
ปัจจุบันกลุ่มบริษัท Mitsubishi จึงแบ่งออกเป็น 3 ธุรกิจหลัก ๆ คือ
1. Mitsubishi Corporation เน้นดูแลธุรกิจการค้า นำเข้า ส่งออก 
2. Mitsubishi Financial Group หรือ MUFG เน้นดูแลธุรกิจการธนาคาร และการเงิน
3. Mitsubishi Heavy Industries เน้นดูแลธุรกิจอุตสาหกรรมหนัก เช่น อู่ต่อเรือ รถยนต์ เครื่องบิน และยานอวกาศ
Mitsubishi Heavy Industries นี่เอง ที่กลายเป็นกำลังสำคัญหลักในการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เพราะมีทั้งอู่ต่อเรือ โรงงานผลิตเครื่องบิน โรงงานผลิตเครื่องจักรอุตสาหกรรม และโรงงานผลิตรถยนต์
และเมื่อญี่ปุ่นกลายเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ Mitsubishi Heavy Industries ก็ได้รับสิทธิ์ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่องบินรบไอพ่นสมัยใหม่ เครื่องบินโดยสาร และอาวุธประเภทจรวดต่าง ๆ จากสหรัฐฯ
จนสามารถต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านี้ ให้กลายเป็นพื้นฐานในการสร้างอุตสาหกรรมอวกาศของญี่ปุ่นขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม บริษัทก็ไม่ได้จะมุ่งแต่ผลิตอาวุธสงคราม และยานอวกาศเพียงอย่างเดียว บริษัทก็ยังมีธุรกิจผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ตู้เย็น พัดลม แอร์ แบบที่พวกเราคุ้นเคยกันอีกด้วย
เรื่องราวของ Mitsubishi Heavy Industries น่าจะขัดกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่มักมองว่าบริษัทที่มีอายุ 100 กว่าปี
ไม่น่าจะเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำในการผลิตสินค้าไฮเทคสมัยใหม่อย่าง จรวด เครื่องบินรบ ยานอวกาศ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้กันอยู่ทุกวันได้
เพราะอายุของบริษัทแห่งนี้ ไม่ใช่ตัวเลขของความแก่ชราไม่ทันโลก แต่มันคือตัวเลขที่สะท้อนว่าบริษัทแห่งนี้สั่งสมประสบการณ์มานานขนาดไหน เพื่อต่อยอดไปสู่การผลิตสินค้าไฮเทคใหม่ ๆ ต่างหาก
ปิดท้ายด้วยเรื่องที่น่าสนใจ รู้ไหมว่ากลุ่มบริษัท Mitsubishi เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน 2 บริษัทชั้นนำในไทย
โดยเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ในธนาคารกรุงศรีอยุธยา และเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 4 ในบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ผู้ส่งออกปลาทูน่ารายใหญ่ของโลก..
#ลงทุน
#หุ้นนอก
#มิตซูบิชิ
References
© 2026 MONEY LAB. All rights reserved. Privacy Policy.