มุมมองการลงทุนปี 2569 ของ LGT Private Banking ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระบุว่าสินทรัพย์เสี่ยงยังคงได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มเผชิญความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น

มุมมองการลงทุนปี 2569 ของ LGT Private Banking ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระบุว่าสินทรัพย์เสี่ยงยังคงได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มเผชิญความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น

26 ม.ค. 2026
LGT Private Banking Asia Pacific (“LGT”) คาดการณ์ว่า ปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่สินทรัพย์เสี่ยงยังคงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนมากขึ้น ทั้งจากความผันผวนของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่ชัดเจนของทิศทางนโยบาย และภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่คาดการณ์ได้ยากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา อิหร่าน และกรีนแลนด์ ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกของปี
จากมุมมองในระดับภูมิภาค LGT ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดสหรัฐฯ ตลาดญี่ปุ่น และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น) โดยให้ความสำคัญกับประเทศจีนเป็นพิเศษ
มูลค่าการประเมินราคาหุ้น โดยเฉพาะหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงและมีความเสี่ยงต่อการเผชิญแรงขายทำกำไรเป็นระยะ อย่างไรก็ตาม LGT เชื่อว่ายังมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่จะช่วยหนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 ดังนี้
การใช้จ่ายด้านเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ แม้อัตราการขยายตัวของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI มีแนวโน้มชะลอลง แต่ความต้องการด้านการประมวลผลสมรรถนะสูงและพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกในการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่มีต้นทุนค่อนข้างต่ำ เพื่อรองรับการเติบโตของระบบนิเวศ AI อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางระดับมูลค่าการประเมินที่ตึงตัวในบางส่วนของอุตสาหกรรม AI การบริหารความเสี่ยงเชิงรุกในการลงทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI จึงมีความสำคัญ โดยแม้เทคโนโลยีจะยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของพอร์ตการลงทุน นักลงทุนควรพิจารณาแนวทางการลงทุนอื่น ๆ ควบคู่กัน เช่น การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน หรือกลยุทธ์หุ้นแบบ Long Short และอื่น ๆ เพื่อช่วยสร้างสมดุลและรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สภาพแวดล้อมด้านนโยบายของสหรัฐฯยังคงอยู่ในทิศทางที่เอื้อต่อการเติบโต โดยเป็นผลจากการผสานระหว่างมาตรการลดภาษีสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้สูง ภายใต้กฎหมาย “One Big Beautiful Bill” ที่ประกาศใช้ในเดือนกรกฎาคม 2568 และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายหลังยุคของนายเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งมีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการคลังและนโยบายการเงินมีแนวโน้มสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน 2569 อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ แรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจเพิ่มสูงขึ้น และอาจทำให้การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐฯมีความซับซ้อนมากขึ้น ในระยะยาว LGT คาดว่าอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีลักษณะเชิงลงโทษทางนโยบาย (Punitive US Import Tariffs) จะมีแนวโน้มปรับลดลงตามการบรรลุข้อตกลงทางการค้าเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ทิศทางของโลกาภิวัตน์กำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ 
LGT มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง และยังคงยืนยันมุมมองดังกล่าวสำหรับปี 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ จากการปฏิรูปด้านธรรมาภิบาลองค์กรที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง และการสิ้นสุดของภาวะเงินฝืด ซึ่งล้วนเป็นแรงหนุนสำคัญต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น
สำหรับประเทศจีน บางอุตสาหกรรมมีแนวโน้มสร้างผลการดำเนินงานได้โดดเด่นกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ ดังนั้น แทนที่จะลงทุนผ่านกองทุนดัชนีหรือกองทุน ETF การใช้กลยุทธ์การลงทุนเชิงรุกแบบคัดเลือกเฉพาะตัวจึงมีความเหมาะสมกว่า โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมใน “เศรษฐกิจใหม่” อาทิ เทคโนโลยีและธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
ยุโรปยังไม่คาดว่าจะสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้ดีกว่าสหรัฐฯในปี 2569 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของผลประกอบการภาคธุรกิจในยุโรปที่มีแนวโน้มล่าช้ากว่าสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ปัจจัยไม่แน่นอนที่สำคัญของยุโรป คือ ความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งหากเกิดขึ้น อาจเป็นแรงหนุนทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญต่อยุโรป โดยเฉพาะผ่านการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในวงกว้าง
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยสะท้อนภาพการฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง แม้ว่าตลาดอาจได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากภาคเทคโนโลยี แต่ผลการดำเนินงานโดยรวมยังมีแนวโน้มถูกจำกัดจากการเติบโตของ GDP ที่ซบเซา และการเติบโตของผลประกอบการภาคธุรกิจในระดับปานกลาง โดยคาดว่าการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี MSCI Thailand จะอยู่เพียง 4% ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ปัจจัยกดดันสำคัญ ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังคงอยู่ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่นโยบายการคลังสำหรับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ในด้านบวก ตลาดอาจได้รับแรงหนุนจากการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ตลอดจนการบริหารจัดการเงินทุนของภาคธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านระดับการจ่ายเงินปันผลที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และจำนวนการซื้อหุ้นคืนที่เพิ่มขึ้น
ทองคำสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะยังคงเป็นสินทรัพย์เพื่อการกระจายความเสี่ยงที่น่าสนใจในปี 2569 โดย LGT มองว่าทองคำได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบัน ภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่โดยรวมเอื้อต่อการลงทุน รวมถึงความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ นอกจากนี้ ทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน และแหล่งสร้างผลตอบแทนเชิงบวกในภาวะตลาดที่มีความผันผวนมากขึ้น โดย LGT คาดการณ์ราคาทองคำในช่วง 12 เดือนข้างหน้าไว้ที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
© 2026 MONEY LAB. All rights reserved. Privacy Policy.