ทำไม ช่วงน้ำมันแพง ปั๊มน้ำมันอาจไม่ได้ประโยชน์

ทำไม ช่วงน้ำมันแพง ปั๊มน้ำมันอาจไม่ได้ประโยชน์

4 มี.ค. 2026
น้ำมันแพง คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ จากเหตุการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล กับประเทศอิหร่าน ที่ดำเนินมาตั้งแต่สุดสัปดาห์ก่อน
จนทำให้เรือขนส่งน้ำมันไม่กล้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย
ราคาน้ำมันดิบในตอนนี้ จึงกระโดดขึ้นไปประมาณ +15% จากสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 
จากเหตุการณ์นี้หลายคนก็คงคิดว่าปั๊มน้ำมันนั้น น่าจะเป็นอีกธุรกิจที่ได้ประโยชน์อย่างมากจากเหตุการณ์นี้ 
แต่รู้หรือไม่ว่า ถ้าหากเราเจาะเข้าไปในโมเดลธุรกิจของปั๊มน้ำมันดูดี ๆ ก็จะพบสิ่งที่น่าสนใจว่า 
บางทีปั๊มน้ำมัน อาจไม่ใช่ธุรกิจที่ได้รับผลดีจากราคาน้ำมันแพงก็เป็นได้ 
ถ้าหากสงสัยว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ราคาน้ำมันตรงหน้าปั๊ม ไม่เท่ากับเงินที่เจ้าของปั๊มน้ำมันจะได้  
เพราะกำไรที่เจ้าของปั๊มน้ำมันจะได้จากการขายน้ำมัน ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “ค่าการตลาด” 
ซึ่งเป็นส่วนต่างของราคาน้ำมันหน้าปั๊ม กับต้นทุนน้ำมันที่รับมาขาย
โดยโครงสร้างต้นทุนของน้ำมันนั้น ถ้ายกตัวอย่างจากราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E10 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 30.55 บาทต่อลิตร ก็จะได้ว่า
- ต้นทุนราคาน้ำมันจากโรงกลั่น 16.83 บาท คิดเป็น 55% 
- ภาษีและเงินส่งกองทุนต่าง ๆ 10.77 บาท คิดเป็น 35%
ทำให้สุดท้ายเหลือเป็นค่าการตลาดเท่ากับ 30.55 - (16.83+10.77) = 2.95 บาท 
เป็นกำไรขั้นต้นที่ปั๊มน้ำมันจะได้จากการมีคนเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E10 ทุก ๆ 1 ลิตร 
และกำไรต่อลิตรที่น้อยนิดแบบนี้ ยังต้องเอาไปหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าแรงพนักงาน, ค่าน้ำค่าไฟ และค่าขนส่งน้ำมัน เป็นต้น 
ทำให้ถ้าเราไปดูอัตรากำไรสุทธิ หรือ Net Profit Margin ของธุรกิจปั๊มน้ำมันในตลาดหุ้นไทย เฉลี่ยแล้วจะไม่ถึง 1% หรือก็คือรายได้ 100 บาท เข้ากระเป๋าเจ้าของไม่ถึง 1 บาทด้วยซ้ำ
แต่ปั๊มน้ำมันก็ยังอยู่ได้ เพราะในแต่ละปีมีผู้มาเติมน้ำมันกันเป็นหลัก 1,000 ล้านลิตรอยู่แล้ว ทำให้แม้อัตรากำไรจะไม่สูงมาก แต่ด้วยปริมาณมหาศาล ก็กลายเป็นตัวเลขกำไรหลัก 1,000 ล้านอยู่ดี 
แต่ด้วยต้นทุนน้ำมันจากโรงกลั่นนั้น สามารถขึ้นตามตลาดโลก แต่ในหลาย ๆ ครั้ง เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น รัฐบาลก็มักจะขอความร่วมมือในการตรึงราคาน้ำมัน 
นั่นจะทำให้ค่าการตลาดของปั๊มน้ำมันนั้น แคบลงไปอีก จากการที่ปั๊มน้ำมันขึ้นราคาไม่ได้ แต่ต้นทุนขึ้นมารอแล้ว 
ถ้ายังไม่เห็นภาพ มาดูตัวอย่างของเหตุการณ์ในปัจจุบันนี้กัน 
จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ของกระทรวงพลังงาน 
ค่าการตลาดเฉลี่ยของปั๊มน้ำมันในกรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ อยู่ที่ประมาณ 2.39 บาทต่อลิตร 
มาวันนี้วันที่ 4 มีนาคม ค่าการตลาดเฉลี่ยลดลงไปเหลือ 1.19 บาทต่อลิตร ซึ่งคิดเป็นการลดลงถึง 50%.. 
นั่นก็เป็นเพราะว่า ต้นทุนราคาน้ำมันจากโรงกลั่นเฉลี่ย กระโดดจากวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ซึ่งอยู่ที่ 17.55 บาทต่อลิตร ไปเป็น 20.41 บาทต่อลิตร คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 16%
ซึ่งทำให้ต้นทุนขายส่งน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่ปั๊มน้ำมันของไทยถูกคุมราคาน้ำมัน ทำให้สุดท้าย ค่าการตลาดจึงลดลงมากอย่างที่เห็นนั่นเอง
จากทั้งหมดนี้เองจะเห็นได้ว่า ในโลกธุรกิจและการลงทุน สิ่งที่ตาเห็น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นเสมอไป 
อย่างเช่น ธุรกิจปั๊มน้ำมัน ที่สุดท้ายกลับไม่ได้เป็นคนที่ได้ประโยชน์ เมื่อยามที่ราคาน้ำมันแพง
เราจึงเห็นปั๊มน้ำมันหลาย ๆ แห่งพยายามขยายธุรกิจไปยังส่วนที่ไม่ใช่การขายน้ำมัน หรือ Non-Oil 
เช่น การนำร้านอาหารมาเปิด, พยายามทำตัวเองให้เป็น Community Mall หรือ การเปิดร้านกาแฟของตัวเอง
ซึ่งการทำแบบนี้ ก็ไม่ใช่เพียงแค่ปรับตัวเผื่อในวันที่น้ำมันอาจจะถูกลดความสำคัญจากการมาถึงของรถยนต์ EV
แต่ยังเป็นความพยายามของปั๊มน้ำมันที่ต้องการจะทำกำไร จากสิ่งที่ตัวเองพอจะควบคุมต้นทุนและราคาได้ ไม่เหมือนกับน้ำมัน นั่นเอง..
#ธุรกิจ
#โมเดลธุรกิจ
#น้ำมัน
References 
-ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
© 2026 MONEY LAB. All rights reserved. Privacy Policy.