
ทำไม ดูไบ กลายเป็นเมืองอันดับ 1 ที่คนรวยทั่วโลก อยากย้ายมาอยู่
2 มี.ค. 2026
ถ้าให้มองไปที่แผนที่โลก แล้วจิ้มไปยังเมืองจุดหมายปลายทาง ที่เศรษฐีทั่วโลกอยากย้ายไปอยู่มากที่สุด
หลายคนอาจจะนึกถึงนิวยอร์ก ศูนย์กลางการเงินของโลก ลอนดอน เมืองแห่งมรดกและความมั่งคั่งของเศรษฐีผู้ดีเก่า
หรือแม้แต่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตู้เซฟความมั่งคั่งของโลกมาอย่างยาวนาน
แต่รู้หรือไม่ว่า ในยุคปัจจุบันคำตอบของเศรษฐีส่วนใหญ่ กลับไม่ใช่เมืองเหล่านั้น แต่เป็น “ดูไบ”
จากอดีตหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ริมอ่าวเปอร์เซีย ที่ล้อมรอบไปด้วยทะเลทรายรกร้างว่างเปล่า และถูกมองว่ารวยได้ เพราะแค่มีน้ำมัน
แต่วันนี้ ดูไบ ในฐานะ 1 ใน 7 รัฐของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังพลิกโฉมตัวเองจนกลายเป็นแม่เหล็กดูดเงินอันดับ 1 ของโลก
ที่น่าสนใจคือ ดูไบไม่ได้แค่ดึงดูดคนให้มาเที่ยว แต่กำลังยกระดับตัวเองเป็นเมืองปลายทางของคนมั่งคั่งจากทั่วโลกที่อยากย้ายมาใช้ชีวิตระยะยาว
แล้วดูไบทำอย่างไร ถึงกลายเป็นสวรรค์ของเศรษฐีทั่วโลก ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
เบื้องหลังความสำเร็จของดูไบ ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้นำที่มองการณ์ไกล
เพราะแม้ดูไบจะร่ำรวยขึ้นจากการค้นพบน้ำมัน แต่ผู้นำของดูไบเองก็รู้ดีว่าทรัพยากรนี้มีจำกัดและวันหนึ่งต้องหมดไป จึงวางแผนเปลี่ยนเมืองให้มีเศรษฐกิจหลากหลายเพื่อความยั่งยืน
นี่คือ 5 กลยุทธ์หลัก ๆ ที่ดูไบใช้เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นแม่เหล็กดูดเศรษฐีทั่วโลก
1. ใช้นโยบายภาษีเป็นแม่เหล็กดูดคนรวย
ในขณะที่ประเทศฝั่งตะวันตกหลายแห่ง กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ จนต้องเริ่มใช้วิธีรีดภาษีคนรวย
แต่ดูไบกลับทำตรงข้าม ด้วยการเสนอโครงสร้างภาษีที่ดึงดูดใจ ให้กับเศรษฐีเหล่านั้น เช่น
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 0% ไม่ว่าจะทำงานได้เงินมากแค่ไหน ก็รับรายได้ไปเลยเต็ม ๆ โดยเสียภาษี 0 บาท
- ภาษีกำไรการลงทุน 0% ไม่ว่าจะลงทุนในหุ้น คริปโทเคอร์เรนซี หรืออสังหาริมทรัพย์ เมื่อขายทำกำไรก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องจ่ายภาษี
- ภาษีนิติบุคคลในอัตราต่ำ โดยหากธุรกิจมีกำไรสุทธิไม่เกิน 375,000 เดอร์แฮม หรือราว 3 ล้านบาท ก็จะได้รับการยกเว้นภาษี ส่วนกำไรในส่วนเกินจะเสียเพียง 9% เท่านั้น
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต่ำ อยู่ที่เพียง 5% เท่านั้น
กลยุทธ์นี้สะท้อนว่า ดูไบไม่ได้แค่หั่นภาษีเพื่อลดแลกแจกแถม แต่กำลังวางตัวเป็นเมืองภาษีต่ำ
เพื่อดึงดูดทั้งกลุ่มเศรษฐีเก่าที่อยากรักษาความมั่งคั่ง รวมถึงกลุ่มเศรษฐีใหม่ที่อยากสร้างความมั่งคั่งให้เติบโตเร็วที่สุด โดยไม่ถูกภาษีฉุดรั้งไว้
เพราะสำหรับดูไบเอง ก็มีรายได้ทางอื่นมากมายที่ไม่ใช่น้ำมัน เช่น รัฐวิสาหกิจ อย่างสายการบิน Emirates และท่าเรือ
รวมถึงการเก็บค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์, จดทะเบียนธุรกิจ หรือต่อวีซ่า
2. เปลี่ยน Golden Visa ให้เป็นสินค้า
ในอดีตคนต่างชาติไม่สามารถเดินเข้าไปขอวีซ่าเพื่ออยู่อาศัยหรือเปิดบริษัทเองแบบอิสระได้ จะต้องมีคนท้องถิ่น หรือบริษัทนายจ้าง คอยทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันให้เสมอ
ทำให้การจะย้ายไปตั้งรกรากในตะวันออกกลางนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่รัฐบาลได้พลิกเกมนี้ด้วยการออกระบบที่เรียกว่า Golden Visa
ซึ่งวิธีนี้คือการเปลี่ยนสิทธิการอยู่อาศัย ให้กลายเป็นแพ็กเกจที่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน
เพียงแค่มีเงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุนตามเงื่อนไข ขั้นต่ำ 2 ล้านเดอร์แฮม หรือราว ๆ 17 ล้านบาท ก็จะอยู่ได้ยาวทันที ตั้งแต่ 5 ปี ไปจนถึง 10 ปี
3. วางตัวเป็นหลุมหลบภัยของโลก
ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นสงคราม หรือความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจที่มีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกันไปมา
ดูไบพลิกวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส ด้วยการวางตำแหน่งตัวเองเป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออกกลาง ที่เน้นนโยบายความเป็นกลาง ไม่เลือกข้าง แต่เลือกที่จะเป็นมิตรกับทุกฝ่าย
ทำให้เศรษฐีจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น รัสเซีย จีน อินเดีย หรือกลุ่มประเทศที่การเมืองไม่แน่นอน ต่างมองว่าดูไบคือ Safe Haven
สำหรับเป็นหลุมหลบภัยในการโยกย้ายทั้งเงิน และครอบครัวมาที่นี่ เพื่อกระจายความเสี่ยงให้ชีวิต ซึ่งสำคัญไม่แพ้การกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนเลย
4. สร้างเมือง เพื่อรองรับอนาคตของลูก
สำหรับเศรษฐีที่มีความพร้อมเรื่องกำลังทรัพย์ เวลาต้องย้ายประเทศ จึงมักไม่ได้ย้ายมาตัวคนเดียว แต่มาพร้อมครอบครัว ดังนั้นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ จึงเป็นเรื่องของการศึกษาลูก
และดูไบก็สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยการมีโรงเรียนนานาชาติมากถึง 168 แห่ง ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่มีโรงเรียนนานาชาติมากที่สุดในโลก
โดยมีจำนวนโรงเรียนนานาชาติ มากกว่าเมืองอันดับ 2 อย่างมาดริดเกือบ 2 เท่า มากกว่าสิงคโปร์และกรุงเทพมหานคร เกือบ 3 เท่า
ที่สำคัญโรงเรียนเหล่านี้ไม่ได้มีดีแค่ความหรูหรา แต่รองรับหลักสูตรมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็น IB (International Baccalaureate), หลักสูตรของอังกฤษ (A-Levels) หรือหลักสูตรของอเมริกา (AP)
ทำให้พ่อแม่มั่นใจได้ว่า ลูกจะมีใบเบิกทางเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกได้ทันทีแบบไร้รอยต่อ โดยไม่เสียเปรียบเด็กที่เรียนในฝั่งยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา เลยแม้แต่น้อย
สิ่งนี้ช่วยปลดล็อกความกังวล และทำให้พ่อแม่มั่นใจได้ว่า การย้ายมาดูไบ จะไม่ลดระดับคุณภาพชีวิตของลูก แถมยังไม่ปิดประตูแห่งโอกาส ในการเข้าถึงการศึกษาระดับโลก
5. สวรรค์ของการส่งต่อความมั่งคั่ง
เมื่อสร้างความมั่งคั่งได้แล้ว โจทย์สุดท้ายที่ท้าทายที่สุดของเหล่าเศรษฐีก็คือ จะส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลานอย่างไร ไม่ให้เงินหายไประหว่างทาง ?
เพราะในหลายประเทศ ภาษีมรดกคือรายจ่ายก้อนโตที่กัดกินความมั่งคั่งข้ามรุ่น ทำให้ทรัพย์สินที่สร้างมาทั้งชีวิตอาจถูกขูดรีดทันทีที่เปลี่ยนมือสู่ทายาท
แต่ที่ดูไบ ภาษีมรดกคือ 0%
และไม่ใช่แค่เรื่องภาษี ที่นี่ยังมีโครงสร้างกฎหมายที่แข็งแกร่ง รองรับการจัดตั้งสำนักงานครอบครัว (Family Offices) และทรัสต์ (Trusts) รวมถึงนิติบุคคลเพื่อถือครองทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ
ช่วยให้เหล่าเศรษฐีสามารถออกแบบวางแผนการส่งต่อมรดก ไม่ว่าจะเป็นเงินสด หุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ ให้ถึงมือลูกหลานได้ครบแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ดูไบ จึงถูกจัดให้เป็น 1 ใน 5 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการวางแผนส่งต่อมรดก เทียบชั้นนิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส สิงคโปร์ และโมนาโก
ทั้งหมดนี้คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ความสำเร็จของดูไบไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เกิดจากการออกแบบเมืองให้ตอบโจทย์ความมั่งคั่งในทุกมิติอย่างแท้จริง
จนทำให้ดูไบคว้าอันดับ 1 ของโลก ในฐานะเมืองที่เศรษฐีอยากย้ายไปอยู่มากที่สุด จากรายงาน Savills Spotlight on Wealth Trends 2025
ซึ่งจัดทำโดย Savills บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน และมีเครือข่ายสำนักงานมากกว่า 700 แห่งใน 70 ประเทศทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน ที่สะเทือนไปถึงประเทศรอบข้าง ซึ่งร่วมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อันเป็นที่ตั้งของดูไบด้วย อย่างที่เราได้เห็นนี้
ก็น่าคิดเหมือนกันว่าในปีต่อ ๆ ไปหลังจากนี้ ดูไบ จะยังรักษาแชมป์ในเรื่องของการเป็นเมืองที่คนรวยทั่วโลก อยากย้ายมาอยู่ได้อีกหรือไม่
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ จากรายงานฉบับเดียวกัน พบว่า กรุงเทพมหานคร ก็เนื้อหอมสำหรับคนรวยไม่แพ้กัน โดยติดอันดับที่ 17 ของโลก ที่มีเศรษฐีย้ายมาอยู่..
#เศรษฐกิจ
#ดูไบ
#วางแผนการเงิน
References