ถอดกลยุทธ์ส่งต่อความมั่งคั่งของคนรวย จากเคสกรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่า 9,300 ล้านบาท ทุบสถิติโลก

ถอดกลยุทธ์ส่งต่อความมั่งคั่งของคนรวย จากเคสกรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่า 9,300 ล้านบาท ทุบสถิติโลก

25 ก.พ. 2026
ล่าสุดวงการการเงินโลกต้องจารึกสถิติใหม่..
เมื่อ Manulife Singapore ได้อนุมัติกรมธรรม์ประกันชีวิต ที่มีมูลค่าความคุ้มครองสูงถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9,300 ล้านบาทให้กับลูกค้าเพียงรายเดียว
ถ้านึกไม่ออกว่า 9,300 ล้านบาทนั้น มหาศาลแค่ไหน ถ้าเทียบให้เห็นง่าย ๆ ก็มีมูลค่าใกล้เคียงกับมูลค่าตลาดบริษัทในตลาดหุ้นบ้านเรา
อย่างหุ้น MC เจ้าของแบรนด์กางเกงยีนส์ และหุ้น MTI ของบริษัทเมืองไทยประกันภัยเลยทีเดียว
และที่สำคัญ ดีลนี้ยังเป็นการทุบสถิติโลกเดิม ที่บริษัท HSBC Life ในฮ่องกง เคยทำไว้ในปี 2024 ที่ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกบันทึกไว้ใน Guinness World Records
แล้วทำไมคนรวยที่มีเงินทองมากพอจะแบกรับความเสี่ยงได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องโอนย้ายความเสี่ยงไปให้บริษัทประกัน

ถึงยอมควักเงินซื้อประกันชีวิตที่มีมูลค่ามหาศาลขนาดนี้ ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
1. ประกันชีวิตแบบไหนถึงขายได้แพงขนาดนี้ ?
กรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ เป็นประกันชีวิตประเภท Indexed Universal Life หรือ ที่เรียกกันว่า IUL
พูดง่าย ๆ IUL คือประกันชีวิต ที่มีส่วนของผลตอบแทนผูกติดกับความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้น
ซึ่งปัจจุบันเป็นแบบประกันที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มลูกค้าคนรวยที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth)
กลไกการทำงานของมันคือ เบี้ยประกันที่จ่าย หลังหักค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไข จะถูกแบ่งเป็น 2 บัญชีหลัก ๆ 
-บัญชีแรกคือ Fixed Account ซึ่งให้ผลตอบแทนคงที่ในอัตราที่แน่นอน
-บัญชีที่สองคือ Index Account ที่สามารถเลือกผูกผลตอบแทนไว้กับดัชนีตลาดหุ้นต่าง ๆ ได้
ซึ่งความน่าสนใจของ IUL จะอยู่ที่ Index Account เพราะมีกลไกสำคัญ คือการกำหนดเพดานขั้นต่ำ (Floor) ไว้ที่ 0% ทำหน้าที่ปกป้องเงินต้น ต่อให้ปีนั้นตลาดหุ้นจะร่วงหนักจนติดลบก็ตาม 
แต่แลกกับการมีเพดานผลตอบแทนสูงสุด (Cap) ที่บริษัทประกันจะกำหนดไว้ ขึ้นอยู่กับดัชนีที่เลือก
ยกตัวอย่างเช่น สมมุติกำหนด Cap ไว้ที่ 10% ต่อให้ปีนั้นดัชนีหุ้นจะวิ่งขึ้นไป 20% ก็จะได้รับผลตอบแทนแค่ 10% เท่านั้น
กลไกส่วนนี้จึงทำหน้าที่คล้ายกับการรักษาเงินต้นให้ปลอดภัย แต่ก็ไม่ทิ้งโอกาสในการสร้างผลตอบแทนไปด้วย
2. ประกันชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ส่งต่อความมั่งคั่ง
สำหรับคนทั่วไป หลายคนมักทำประกันชีวิตเพื่อโอนความเสี่ยงจากความเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ เพื่อไม่ให้เงินเก็บทั้งชีวิต หมดไปกับค่ารักษาพยาบาล
แต่สำหรับคนรวย ประกันชีวิตคือ เครื่องมือสำคัญในการส่งต่อความมั่งคั่งที่ขาดไม่ได้ โดยมีข้อดีหลัก ๆ คือ
-สร้างสภาพคล่องทันที ไม่ต้องเสียภาษีด้วยการขายสินทรัพย์
ปัญหาคลาสสิกของคนรวยคือ ความมั่งคั่งส่วนใหญ่ไม่ใช่เงินสด แต่มักจะจมอยู่ในสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำ ที่ขายออกยาก อย่างเช่น อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน หรือแม้แต่หุ้นของธุรกิจครอบครัว
ทำให้เมื่อวันที่เจ้าของจากไป แล้วต้องเคลียร์หนี้สิน หรือจ่ายภาษีมรดก หากทายาทไม่มีเงินสดอยู่ในมือเพียงพอก็อาจจะต้องจำใจขายทรัพย์สินดี ๆ ออกไปในราคาถูกได้
เงินสินไหมจากประกันชีวิต จึงทำหน้าที่เป็นเงินสดสภาพคล่องก้อนใหญ่ ที่จ่ายตรงให้กับผู้รับผลประโยชน์ทันที ทำให้ช่วยให้จัดการภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยไม่ต้องขายสมบัติทิ้ง
- เป็นเครื่องมือจัดสรรความยุติธรรมของครอบครัว
ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากไม่สามารถแบ่งหุ้นให้เท่า ๆ กันได้ เพราะหากทายาททุกคนถือหุ้นเท่ากัน อาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในครอบครัว เพราะไม่ลงรอยเรื่องการบริหารธุรกิจได้ 
แต่ถ้าต้องยกธุรกิจครอบครัวให้ลูกคนใดคนหนึ่งบริหาร ลูกคนอื่น ๆ ก็อาจจะน้อยใจว่าได้ส่วนแบ่งมรดกน้อย
เงินสินไหมจากประกันชีวิตจึงสามารถเป็นตัวช่วยเกลี่ยมรดกให้ลูกคนอื่น ๆ ใกล้เคียงกันมากขึ้น โดยระบุผู้รับผลประโยชน์เป็นลูกคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับสืบทอดกิจการ 
- ข้ามขั้นตอนการแบ่งมรดก เงินถึงมือทันที
ในขั้นตอนการแบ่งมรดก หากทายาทตกลงกันไม่ได้ ก็อาจจะต้องผ่านกระบวนการทางศาล ซึ่งอาจใช้เวลานานลากยาวเป็นปี ในระหว่างนี้เงินมรดกก็จะถูกล็อกไว้ 
แต่เงินสินไหมจากประกันชีวิตนี้ไม่ต้องรอ เพราะเงินประกันชีวิตไม่ถือเป็นมรดก 
ทำให้ไม่ต้องแบ่งให้ทั้งทายาทโดยธรรม หรือทายาททางพินัยกรรม แต่ถูกส่งตรงไปให้ผู้รับผลประโยชน์ที่ระบุชื่อไว้ทันที 
และที่สำคัญคือ ในเมื่อเงินประกันชีวิตที่มีผู้รับผลประโยชน์นี้ไม่ใช่มรดก ดังนั้นตามปกติแล้ว เจ้าหนี้จึงไม่สามารถมาฟ้องร้องหรือมายึดเงินส่วนนี้ได้อีกด้วย 
3. ใช้ประกันชีวิตคุ้มครองทั้งธุรกิจและจัดการสินทรัพย์ได้ 
แต่นอกจากจะใช้ส่งต่อความมั่งคั่งให้กับครอบครัวยามจากไปแล้ว คนรวยยังใช้ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือในการทำอีก 2 อย่างได้ด้วย 
- รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ
สำหรับตระกูลที่ทำธุรกิจ การสูญเสียผู้นำคนสำคัญ อาจส่งผลให้ธนาคารอาจขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าปล่อยกู้ หรือคู่ค้าชะลอการทำงานร่วมกันได้ 
เพราะกลัวว่าคนที่ขึ้นมาบริหารแทนอดีตหัวเรือใหญ่ที่จากไป อาจจะไม่ได้มีความสามารถในการทำให้ธุรกิจเติบโตเท่าเดิม
บริษัทที่ผู้ก่อตั้งคนนั้นบริหารอยู่ จึงสามารถทำประกันชีวิตให้ผู้บริหารคนสำคัญได้ ซึ่งเรียกว่า Keyman Insurance 
ซึ่งถ้าหากผู้นำจากไปกะทันหัน เงินสินไหมก้อนนี้ก็จะสามารถนำมาใช้เสริมสภาพคล่อง ชำระหนี้ และประคองธุรกิจให้เดินต่อได้ หรือแม้แต่เอาเงินไปจ้างผู้บริหารเก่ง ๆ มาบริหารต่อก็ได้เหมือนกัน
- จัดการสินทรัพย์ในต่างประเทศ
เศรษฐียุคใหม่จำนวนมากมีทรัพย์สิน เช่น หุ้น, อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจกระจายอยู่ในหลายประเทศ ซึ่งแต่ละที่มีกฎหมาย และภาษีที่ซับซ้อนแตกต่างกัน
ทำให้เมื่อตัวเองเสียชีวิตลง ก็อาจจะนำไปสู่ความยุ่งยากในการเสียภาษีมรดก ที่ในแต่ละประเทศก็จะมากน้อยไม่เท่ากัน เมื่อจะต้องทำการโอนสินทรัพย์เหล่านั้นให้กับลูก ๆ ต่อไป 
กรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่าสูงเหล่านี้ จึงมักถูกออกแบบมาให้ทำงานควบคู่กับทรัสต์ (Trust) ภายใต้การบริหารผ่าน Family Office ผ่านการเขียนให้กองทรัสต์ เป็นผู้รับผลประโยชน์ของประกันชีวิตนี้
เพื่อที่เงินสินไหม จะกลายเป็นสภาพคล่องให้ Trust นำไปบริหารจัดการภาษีมรดกและค่าใช้จ่ายในการโอนสินทรัพย์ในแต่ละประเทศให้ ลูกหลานไม่ต้องยุ่งยากไปดำเนินการด้วยตัวเอง
ทำให้สามารถบริหารจัดการภาษี และส่งต่อทรัพย์สินข้ามรุ่นได้อย่างราบรื่นนั่นเอง
อ่านถึงตรงนี้ก็จะเห็นแล้วว่า คนรวยไม่ได้ซื้อประกันชีวิต เพียงเพราะอยากโอนย้ายความเสี่ยงแบบคนทั่ว ๆ ไป
แต่พวกเขาซื้อมันในฐานะเครื่องมือสร้างสภาพคล่อง และใช้มันเป็นหนึ่งในเครื่องมือส่งต่อมรดกที่ทรงพลัง เพื่อปกป้องธุรกิจที่สร้างมาทั้งชีวิตไม่ให้สะดุดลง ในวันที่ต้องเกิดการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่น..
#วางแผนการเงิน
#ประกัน
#ส่งต่อความมั่งคั่ง
References
© 2026 MONEY LAB. All rights reserved. Privacy Policy.