
ทำไม Cash Flow ติดลบ อาจไม่ใช่สัญญาณอันตรายของธุรกิจเสมอไป
25 ก.พ. 2026
หลายคนคงจะทราบกันดีว่า หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจก็คือ “สภาพคล่อง”
หมายความว่า กระแสเงินสดไหลเข้า ควรมากกว่า กระแสเงินสดไหลออก เพื่อที่จะทำให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หรือ Cash Flow from Operations เป็นบวก
แต่รู้ไหมว่า บางธุรกิจ การมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ กลับเป็นธรรมชาติของธุรกิจนั้น และอาจไม่ได้เป็นสัญญาณอันตรายเสมอไป
แล้วมีกรณีไหนบ้าง ที่เมื่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ แล้วยังไม่ใช่สัญญาณอันตรายของธุรกิจ ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
ตัวอย่างแรกคือ ธุรกิจการเงิน ที่มีการปล่อยสินเชื่อ
หน้าที่หลักของธนาคารคือ การรับฝากเงินจากลูกค้าที่มาเปิดบัญชีเงินฝาก และให้ดอกเบี้ยเงินฝากแก่ลูกค้าที่มาฝากเงิน
จากนั้นธนาคารก็นำเงินสดที่ลูกค้าฝากมาบางส่วน แบ่งมาปล่อยกู้ให้กับลูกค้าที่มาขอสินเชื่อ
โดยธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเงินกู้กับลูกหนี้ที่มาขอสินเชื่อจากธนาคาร
ซึ่งกำไรหลักของธนาคารก็มาจาก ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก กับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
เมื่อธนาคารปล่อยกู้เรียบร้อยแล้ว ธนาคารจะบันทึก “เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้” ไว้ในส่วนของสินทรัพย์ แทนที่ “เงินสด” ที่จะหายไปจากการปล่อยกู้ ทำให้งบดุลทั้ง 2 ฝั่งยังคงเท่ากัน
ดังนั้นในช่วงที่ธนาคารกำลังปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เงินสดไหลออกจากธนาคารมากขึ้น
หากในช่วงไหน ธนาคารมีกระแสเงินสดไหลเข้าจากลูกค้าที่มาฝากเงิน น้อยกว่ากระแสเงินสดไหลออกจากการปล่อยกู้ ก็อาจทำให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของธนาคารติดลบได้
แต่เหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้ทำให้ธนาคารมีความเสี่ยงที่จะล้ม เพราะตามกฎของธนาคารกลางแล้ว ธนาคารพาณิชย์จะต้องสำรองเงินไว้บางส่วน เพื่อรองรับความต้องการถอนเงินของลูกค้าอยู่แล้ว
ซึ่งหากธนาคารปล่อยกู้เพลิน จนเงินสดที่อยู่ในมือเริ่มร่อยหรอ และใกล้จะต่ำกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารจะต้องสำรองไว้
ธนาคารจะไม่สามารถแตะเงินทุนสำรองตามกฎหมายที่ธนาคารกลางกำหนดให้สำรองไว้ได้
แต่สามารถใช้การกู้ยืมเงินจากธนาคารด้วยกันเอง หรือออกหุ้นกู้เพื่อกู้ยืมเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่องได้
ดังนั้นแล้วความเสี่ยงที่สำคัญของธนาคารจึงไม่ใช่เรื่องของกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ที่อาจจะติดลบได้ติดต่อกันหลายไตรมาส แต่อยู่ที่การควบคุมไม่ให้เกิดหนี้เสียมากเกินไป
อีกธุรกิจที่คล้ายกันคือ ธุรกิจที่รับซื้อหนี้มาบริหารต่อ หรือที่เรียกว่าธุรกิจบริหารสินทรัพย์
ซึ่งธุรกิจนี้ มักจะนำเงินสดไปซื้อหนี้เสียของธนาคาร มาในราคาถูก เช่น จากเดิมมีมูลค่าหนี้ 100,000 บาท ธนาคารอาจขายต่อให้บริษัทพวกนี้ในราคาเพียง 20,000 บาท
เพราะหากปล่อยไว้เป็นหนี้เสีย ธนาคารก็แทบจะไม่ได้อะไรอยู่แล้ว แต่การขายหนี้สินให้กับธุรกิจบริหารสินทรัพย์ อย่างน้อยธนาคารก็จะได้รับเงินต้นคืนมาบางส่วน
ส่วนธุรกิจรับซื้อหนี้มาบริหารต่อ ก็จะเอาหนี้เสียเหล่านี้มาปรับโครงสร้าง เช่น เจรจากับลูกหนี้ให้คืนเงินมา 50,000 บาท บริษัทก็จะได้กำไร 30,000 บาท ขณะที่ลูกหนี้ก็จ่ายคืนหนี้น้อยลง
ทำให้ถ้าในปีไหนบริษัทบริหารสินทรัพย์ซื้อหนี้เสียจากธนาคารมาเป็นจำนวนมาก ก็จะทำให้ในปีนั้นบริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบได้เหมือนกัน
ดังนั้นความเสี่ยงของธุรกิจรับซื้อหนี้มาบริหารต่อ ไม่ได้อยู่ที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ติดลบเป็นช่วง ๆ แต่คือความสามารถของบริษัทในการตามเก็บหนี้
ตัวอย่างสุดท้าย คือธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจผลิตสินค้า ที่ในบางช่วงต้องมีการซื้อสินค้า หรือวัตถุดิบมาตุนไว้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วง High Season ที่ยอดขายของบริษัทจะมากกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ
เมื่อบริษัทต้องตุนสินค้า และวัตถุดิบมาก ๆ สินค้าคงเหลือในงบดุลก็จะเพิ่มขึ้น และจะทำให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบได้
ซึ่งหากบริษัทสามารถคาดการณ์ยอดขายล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ก็จะสามารถสร้างกระแสเงินสดจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้ในภายหลัง จนชดเชยกับกระแสเงินสดที่ติดลบ ในช่วงที่บริษัทตุนวัตถุดิบมาขาย
แต่หากบริษัทคาดการณ์ยอดขายสูงเกินไป ก็อาจทำให้บริษัทมีสินค้าคงเหลือมากขึ้น เพราะขายของได้น้อยกว่าที่คิด
ถ้าสินค้านั้นอยู่ได้นาน ก็คงไม่กระทบมากเท่าไร แต่ถ้าสินค้านั้นมีอายุจำกัด แล้วบริษัทขายไม่หมด
บริษัทก็ต้องตัดจำหน่ายสินค้าคงเหลือเหล่านั้น ซึ่งมูลค่าสินค้าคงเหลือที่บริษัทตัดจำหน่ายไปเท่าไร มูลค่านั้นก็จะกลายเป็นผลขาดทุนในงบกำไรขาดทุนของบริษัทในมูลค่าเท่ากันด้วย
ดังนั้นการที่เราเห็นกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ติดลบ ในธุรกิจที่ซื้อวัตถุดิบหรือสินค้ามาตุนไว้ ก็ต้องตรวจสอบดี ๆ ว่า บริษัทคาดการณ์ยอดขายสูงเกินไปหรือไม่
สรุปแล้ว แม้ว่าในบางครั้งการที่บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ อาจไม่ใช่สัญญาณอันตรายเสมอไป
แต่อย่างไรก็ตาม ธุรกิจทั้งหมดที่ว่ามานี้ ไม่ควรมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบต่อเนื่องกันหลายปี
เพราะไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไร สุดท้ายแล้วก็ต้องใช้กระแสเงินสด มาเป็นสภาพคล่องหล่อเลี้ยงให้ธุรกิจไปต่อได้ ไม่ใช่มีเพียงแค่กำไรในกระดาษ
ธุรกิจถึงจะสามารถอยู่รอดได้อย่างมั่นคงในระยะยาว..
#ลงทุน
#หลักการลงทุน
#CashFlow
Reference
- เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย