รู้จัก Lombard Loan เครื่องมือที่ช่วยให้ คนรวยยิ่งรวยขึ้น ตลอด 700 ปี

รู้จัก Lombard Loan เครื่องมือที่ช่วยให้ คนรวยยิ่งรวยขึ้น ตลอด 700 ปี

23 ก.พ. 2026
เราถูกสอนกันมาตลอดว่า การไม่มีหนี้ คือลาภอันประเสริฐ หลายคนจึงโตมากับความเชื่อฝังหัวว่า หนี้ คือภาระ..
แต่ในขณะเดียวกัน คนรวยหลายคนและมหาเศรษฐี กลับมองว่า หนี้ คือเครื่องมือที่ทำให้ตัวเองรวยยิ่งกว่าเดิม
ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายผ่าน Private Banking ที่มีหน้าที่บริหารเงินให้คนรวยเหล่านี้ก็คือ “Lombard Loan”
แต่รู้หรือไม่ว่า ศิลปะแห่งการนำเงินต่อเงินชื่อ Lombard Loan ที่คนรวยทั่วโลกใช้บริหารความมั่งคั่งมาจนถึงปัจจุบันนี้
คือมรดกทางการเงินที่มีอายุกว่า 700 ปี หรือก็คือตั้งแต่ตอนที่ประเทศไทย ยังเป็นอาณาจักรสุโขทัยอยู่เลย
แล้วเรื่องราวของหนี้ ที่ทำให้คนรวยยังคงรวยขึ้นนี้เป็นอย่างไร ?
ยินดีต้อนรับสู่ “Old Money” ซีรีส์คอนเทนต์ที่จะทำให้คุณรู้ว่า ทำไมตระกูลที่รวยอยู่แล้ว ถึงยังส่งต่อความรวยได้เรื่อย ๆ
ย้อนกลับไปในยุคกลาง ราวศตวรรษที่ 13 ถึง 14 กษัตริย์ และขุนนางชั้นสูงในยุโรป กำลังเผชิญปัญหาทางการเงิน ที่เรียกว่าภาวะ Asset Rich, Cash Poor
นั่นคือ การมีทรัพย์สมบัติมหาศาล ทั้งที่ดิน ปราสาทราชวัง และเครื่องเพชรมากมาย แต่ชีวิตจริงกลับเหมือนคนถังแตก เพราะไม่มีเงินสด หรือสภาพคล่องที่จะนำมาใช้จ่าย
ทางเลือกอย่างการขายทรัพย์สินกิน ก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะการมีที่ดินไม่ใช่แค่เรื่องของความร่ำรวย แต่มันคือสัญลักษณ์ของอำนาจและบารมีด้วย
ส่วนทางเลือกอย่างการกู้ยืมเงิน ก็ติดกำแพงทางความเชื่อ เพราะในยุคนั้นกฎหมายศาสนจักรที่มีอิทธิพลสูงสุด ระบุชัดเจนว่า การคิดดอกเบี้ย (Usury) เป็นบาปมหันต์ 
ทำให้ชาวคริสต์ไม่สามารถทำธุรกิจปล่อยกู้แบบตรงไปตรงมาได้ 
แต่ท่ามกลางปัญหาทั้งหมดนี้ กลุ่มพ่อค้านายธนาคาร จากภาคเหนือของอิตาลี กลับมองเห็นช่องโหว่ที่สำคัญ
หนึ่งในนั้นคือ กฎหมายห้ามคิดดอกเบี้ย ที่ไม่ได้ห้ามเรื่องหลักทรัพย์ค้ำประกัน 
พวกเขาจึงงัดสารพัดเทคนิคทางการเงินมาแก้เกม ด้วยการเปลี่ยนจากสัญญากู้ยืม ให้กลายเป็นสัญญาซื้อคืนแทน
โดยใช้กลไกง่าย ๆ นั่นคือ นายธนาคารจะรับซื้อสมบัติไว้ก่อนในราคาหนึ่ง แล้วทำสัญญาให้เจ้าของมาซื้อสมบัติคืนทีหลังในราคาที่สูงกว่า 
ก็เท่ากับว่า ถ้ารับซื้อมาในราคา 100 เหรียญ แล้วขายคืนราคา 105 เหรียญในปีถัดไป 
ส่วนต่าง 5 เหรียญที่เพิ่มขึ้นนี้ ก็จะถูกเรียกว่า กำไรจากการซื้อขาย ไม่ใช่ดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายศาสนจักร
วิธีนี้ทำให้ธุรกรรมทุกอย่างถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย ชนชั้นสูงมีเงินใช้ ส่วนนายธนาคารก็ได้ผลตอบแทน 
กลไกนี้ถูกใช้กันต่อเนื่องยาวนาน จนคำว่า Lombard ที่จากเดิมใช้เรียกกลุ่มพ่อค้านายธนาคารจากภาคเหนือของอิตาลี โดยเฉพาะจากแคว้นลอมบาร์ดี รวมถึงเมืองอื่น ๆ 
ค่อย ๆ วิวัฒนาการจนกลายมาเป็นรากศัพท์ที่แปลว่า โรงรับจำนำในหลายภาษา ทั้งรัสเซีย โปแลนด์ และยูเครน รวมถึงคำว่า Lommerd ในภาษาดัตช์ มาจนถึงทุกวันนี้
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน Lombard Loan กลายเป็นชื่อสินเชื่อ สำหรับลูกค้ากลุ่ม High Net Worth ที่นำสินทรัพย์ทางการเงินมาวางเป็นหลักประกัน
ยกตัวอย่างเช่น มหาเศรษฐี Elon Musk ที่ก็มีการนำหุ้น Tesla ของตัวเองไปค้ำประกันและกู้เงินออกมาใช้ในชีวิตประจำวัน 
เพราะไม่อยากขายหุ้นให้เสียอำนาจควบคุมบริษัท และเสียภาษีกำไรส่วนต่างในการขายหุ้น 
อย่างไรก็ตาม หากมองให้ลึกกว่านั้นจะเห็นว่า Lombard Loan ไม่ได้สะท้อนแค่เทคนิคทางการเงิน แต่ยังเป็นกระจกสะท้อน นิยามความมั่งคั่งที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย
จากอดีต ความมั่งคั่งส่วนใหญ่คือทองคำ เครื่องเพชร หรือสมบัติล้ำค่าที่จับต้องได้ ซึ่งถูกเก็บไว้ในปราสาทของชนชั้นสูง
ในปัจจุบันนี้ ความมั่งคั่งของเหล่าเศรษฐีส่วนใหญ่ มักจะถูกเก็บไว้ในรูปของสินทรัพย์ทางการเงิน อย่างหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร กองทุนรวม แทน
รวมไปถึงสินทรัพย์ไลฟ์สไตล์ อย่างงานศิลปะ เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว หรือแม้กระทั่งเรือยอช์ต
แต่ไม่ว่ารูปแบบของสินทรัพย์จะเปลี่ยนไปอย่างไร หลักการพื้นฐานของ Lombard Loan ตลอด 700 ปีที่ผ่านมา ก็ยังคงเหมือนเดิม 
นั่นคือ การปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ที่ขายได้ยาก ให้กลายเป็นสภาพคล่องทันที โดยไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์ทิ้ง เพื่อให้นำไปใช้ต่อยอดธุรกิจ หรือการลงทุน
ด้วยการนำสินทรัพย์เหล่านั้น ไปค้ำประกันแล้วกู้เป็นเงินสดออกมา จากนั้นก็จ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารผู้ให้กู้
เพราะวันนี้โลกการเงินไม่ได้อยู่ใต้กฎหมายศาสนจักรเหมือนเมื่อ 700 ปีก่อน อีกต่อไปแล้ว 
ธนาคารจึงคิดดอกเบี้ยได้อย่างเปิดเผย ไม่ต้องหลบไว้หลังกำไรจากการให้เจ้าของสินทรัพย์มาซื้อคืนในราคาแพงขึ้น
จนเรียกได้ว่า Lombard Loan ในปัจจุบัน เปรียบเสมือนโรงรับจำนำระดับ High-End ที่มหาเศรษฐีเลือกใช้บริหารความมั่งคั่ง
อย่างไรก็ตาม การใช้เครื่องมือนี้ต้องมาพร้อมการบริหารความเสี่ยง เพราะหากมูลค่าหลักทรัพย์ลดลงอย่างรุนแรง ก็อาจถูกเรียกเพิ่มหลักประกัน หรือที่เรียกว่า Margin Call ได้เช่นกัน
ซึ่งธนาคารก็รู้ความเสี่ยงนี้ดี ทำให้จะไม่ปล่อยเงินกู้ให้เต็ม 100% ของมูลค่าสินทรัพย์ค้ำประกัน
และทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของเครื่องมือทางการเงิน ที่เริ่มต้นจากการแก้ข้อจำกัดในยุคกลาง จนพัฒนามาเป็นกลไกสำคัญของโลกทุนนิยมสมัยใหม่ 
พร้อมกับสินทรัพย์ค้ำประกันที่เปลี่ยนไป จากที่ดินและปราสาทของชนชั้นสูง เป็นหุ้นและสินทรัพย์การเงินต่าง ๆ ของเหล่ามหาเศรษฐี
Lombard Loan จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการกู้เงินทั่วไป แต่คือศิลปะของการบริหารความมั่งคั่งให้เติบโตในระยะยาว
เพราะในขณะที่คนทั่วไปเป็นหนี้ จากการมีเงินไม่พอใช้ คนรวยกลับเลือกจะเป็นหนี้ ด้วยเหตุผลที่ต่างออกไป 
นั่นก็คือ พวกเขาต้องการโยกย้าย มูลค่าสินทรัพย์ที่ตัวเองไม่อยากจะขาย ให้กลายเป็นเงินสด 
เพื่อต่อยอดธุรกิจ และการลงทุนต่อไปแทน..
#วางแผนการเงิน
#หลักการวางแผนการเงิน
#LombardLoan
References
© 2026 MONEY LAB. All rights reserved. Privacy Policy.