David Bowie ตำนานร็อกสตาร์ ที่ใช้เพลงค้ำประกันหุ้นกู้ จนระดมทุนได้กว่า 1,700 ล้านบาท

David Bowie ตำนานร็อกสตาร์ ที่ใช้เพลงค้ำประกันหุ้นกู้ จนระดมทุนได้กว่า 1,700 ล้านบาท

16 ม.ค. 2026
แม้คุณ David Bowie จะไม่ใช่ศิลปินที่หลายคนในยุคนี้รู้จัก แต่ย้อนไปเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว เขาคือศิลปินร็อกสตาร์ระดับตำนาน เจ้าของเพลงฮิตอย่าง Space Oddity และ Heroes
สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ก็คือ คุณ David Bowie ยังมีอีกบทบาทที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการเป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรมทางการเงิน
เพราะเขาเป็นศิลปินคนแรกของโลก ผู้นำทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเพลงที่ลอยในอากาศ จับต้องไม่ได้ มาแปลงให้เป็นตราสารทางการเงิน 
จนสามารถระดมทุนได้ถึง 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,700 ล้านบาท โดยที่ยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงทุกเพลงเหมือนเดิม ดีลนี้ถูกเรียกว่า “Bowie Bonds”
และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกการเงินยอมรับว่า ทรัพย์สินทางปัญญาก็สามารถนำมาใช้สร้างมูลค่าทางการเงินได้จริง ไม่ต่างจากอสังหาริมทรัพย์
เรื่องราวนี้เป็นอย่างไร ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
ย้อนกลับไปในปี 1997 ในยุคที่โลกยังฟังเพลงผ่านแผ่นซีดี คุณ David Bowie เรียกได้ว่าเป็นศิลปินร็อกระดับโลกที่มียอดขายอัลบั้มถล่มทลาย
แต่ในมุมมองธุรกิจ เขากลับเจอปัญหาใหญ่ที่ติดค้างมานาน นั่นคือ เขาไม่ได้รับรายได้จากผลงานตัวเองอย่างเต็มที่ 100%
จากสัญญาที่เคยเซ็นไว้ตั้งแต่อายุเพียง 23 ปี ทำให้รายได้จากเพลงจำนวนไม่น้อยของเขาต้องถูกแบ่งไปให้อดีตผู้จัดการในสัดส่วนกว่าครึ่งต่อครึ่งหลังหักค่าใช้จ่าย
คุณ David Bowie จึงอยากได้ส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ในเพลงที่ค้างคาอยู่กับอดีตผู้จัดการคืน เพื่อให้ตัวเขาเองสามารถบริหารจัดการผลงานของตัวเองได้อย่างเต็มที่
แต่โจทย์ยากคือ ราคาที่อดีตผู้จัดการตั้งไว้สำหรับการขายลิขสิทธิ์คืนนั้นสูงถึง 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,700 ล้านบาท
ซึ่งในยุคนั้นการจะเดินไปขอกู้ธนาคารด้วยวงเงินขนาดนี้ โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันที่จับต้องได้ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้
อีกทั้งเป้าหมายของเขาก็คือ การได้สิทธิและอำนาจในการบริหารจัดการ ดังนั้นการขายลิขสิทธิ์เพลงบางส่วนจึงไม่ใช่ทางออกที่เขาต้องการ
ด้วยสถานการณ์หลังชนฝานี้เอง ที่ทำให้คุณ David Bowie ต้องมองหาทางออกนอกกรอบจากระบบการเงินแบบเดิม ๆ 
เขาตัดสินใจร่วมมือกับนายธนาคารอย่างคุณ David Pullman เพื่อออกแบบนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ ซึ่งถูกเรียกว่า “Bowie Bonds” หรือ “หุ้นกู้โบวี่” ตามชื่อของเขา
ดีลนี้ถือว่าแปลกใหม่มากในยุคนั้น เพราะปกติแล้วเพลงคืองานศิลปะ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่จับต้องไม่ได้ และแทบไม่มีใครมองว่าสามารถนำไปเป็นหลักประกัน
แต่คุณ David Pullman กลับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ด้วยการแปลงผลงานเพลงให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อขายได้จริง และใช้เป็นหลักประกันในตลาดการเงินได้ไม่ต่างจากโฉนดที่ดิน
หลักการของ Bowie Bonds ก็คือการเอารายได้ในอนาคต มาใช้ในปัจจุบัน ซึ่งอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ได้ใน 3 ขั้นตอน
1. มัดรวมผลงานเพลงฮิต จำนวน 287 เพลง จาก 25 อัลบั้มที่บันทึกเสียงก่อนปี 1990 เป็นก้อนเดียวเพื่อเป็นตัวการันตีรายได้ให้นักลงทุน
2. นำเอารายได้ค่าลิขสิทธิ์ในอนาคตของเพลงก้อนนั้น มาแปลงเป็นหลักประกัน ในการออกหุ้นกู้ (Asset-Backed Securities) แล้วขายให้กับนักลงทุน เพื่อแลกกับเงินก้อนทันที
3. เอาเงินก้อนนั้นไปซื้อลิขสิทธิ์เพลงคืนจากอดีตผู้จัดการ จากนั้นใช้รายได้ค่าลิขสิทธิ์เพลงในอนาคต มาจ่ายเป็นดอกเบี้ยและเงินต้นคืนตามสัญญา
พูดง่าย ๆ คือ เป็นการใช้เงินคนอื่นมาซื้อของที่ตัวเองอยากได้ โดยยอมแบ่งรายได้ให้ชั่วคราว แลกกับการได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในระยะยาว
และสิ่งที่ทำให้ดีลนี้เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น คือการที่คุณ David Bowie ไม่ได้รับเงินก้อนนี้ในนามส่วนตัว แต่เลือกที่จะตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อถือครองลิขสิทธิ์และรับเงินแทน
ส่วนรายได้จากค่าลิขสิทธิ์เพลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็เป็นเพียงการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยตามสัญญาหุ้นกู้เท่านั้น 
ทำให้ในทางกฎหมาย เงินราว 1,700 ล้านบาทนี้ มีสถานะเป็นการกู้ยืม ไม่ใช่รายได้ของเขาทำให้ไม่ต้องเสียภาษีในทันที
ความสำเร็จทั้งหมดของดีลนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะพลังความคลาสสิกของเพลงที่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองว่ายังมีคนซื้อและฟังอย่างต่อเนื่องแม้จะออกมาแล้วเป็นเวลานานเกือบสองทศวรรษ
ด้วยความเชื่อมั่นในกระแสเงินสดที่คาดว่าจะไหลเข้ามาในอนาคต ทำให้หุ้นกู้ชุดนี้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A3 จากสถาบันระดับโลกอย่าง Moody’s
ซึ่งถ้าถามว่าอันดับความน่าเชื่อถือนี้สูงแค่ไหน ก็ถือว่าเทียบเท่ากันกับบริษัทใหญ่ในตลาดหุ้นที่มีฐานะการเงินมั่นคงเลยทีเดียว
นี่จึงเป็นครั้งแรกของโลก ที่ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างผลงานเพลง ถูกพิสูจน์ว่ามีเครดิตดีเพียงพอที่จะเป็นหลักประกันได้จริง
ทำให้นักลงทุนสถาบันอย่าง Prudential Insurance Company of America ตัดสินใจเหมาซื้อหุ้นกู้ทั้งหมดนี้ไป โดยได้รับดอกเบี้ยที่ 7.9% ต่อปี และมีอายุเฉลี่ยราว 10 ปี
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ดีลนี้ไม่ใช่แค่การระดมทุน แต่ยังเป็นการออกแบบโครงสร้างทางการเงินที่ช่วยให้คุณ David Bowie ประหยัดภาษี โดยคงความเป็นเจ้าของไว้กับตัวเองในระยะยาว
และผลลัพธ์ของการไม่ยอมทิ้งลิขสิทธิ์ในวันนั้นก็ปลดล็อกมูลค่าในปี 2022 หรือราว 6 ปีที่คุณ David Bowie จากโลกนี้ไป 
ในช่วงที่โลกดนตรีเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคสตรีมมิงอย่างเต็มตัว ส่งผลให้มูลค่าลิขสิทธิ์เพลงเก่าระดับตำนานของเขาเพิ่มสูงขึ้นมหาศาล
จนครอบครัวของเขาสามารถขายลิขสิทธิ์ให้กับ Warner Chappell Music ได้สูงถึง 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่ายอดเงินกู้ในตอนแรกเกือบ 5 เท่าตัว
เรื่องราวของคุณ David Bowie จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า คนที่มีความมั่งคั่งจริง ๆ มักจะไม่ได้มองหาแค่การขายสมบัติทิ้ง เพื่อแลกเงินสดมาแก้ปัญหาเพียงชั่วคราว 
แต่ต้องมองหาวิธีใช้เครื่องมือหลากหลายในการบริหารและปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สิน เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ตัวเองและครอบครัวให้ได้มากที่สุดนั่นเอง..
#วางแผนการเงิน
#หุ้นกู้
#DavidBowie
References
-หนังสือ การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) เรียบเรียงโดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
© 2026 MONEY LAB. All rights reserved. Privacy Policy.