สรุป สูตรลับความมั่งคั่ง ที่โรงเรียนไม่เคยสอน ฉบับ Scott Galloway ศาสตราจารย์ชื่อดังระดับโลก

สรุป สูตรลับความมั่งคั่ง ที่โรงเรียนไม่เคยสอน ฉบับ Scott Galloway ศาสตราจารย์ชื่อดังระดับโลก

28 พ.ย. 2025
ในโรงเรียน เราใช้เวลากว่าสิบปี เรียนคณิต วิทย์ ภาษา สังคม สุขศึกษา แต่กลับไม่มีใครสอนเราเรื่อง “ความรู้ทางการเงิน”
จนเมื่อเรียนจบและเข้าสู่โลกการทำงาน เรากลับต้องเรียนรู้ทั้งเรื่องเงินเฟ้อ หนี้ ค่าใช้จ่าย ภาษี การลงทุน และความเสี่ยงทุกชนิดด้วยตัวเอง โดยไม่มีคู่มือ
จนปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คนจำนวนมากต้องเรียนรู้เรื่องสำคัญเหล่านี้ด้วยความผิดพลาดของตัวเอง แทนที่จะได้เรียนรู้ผ่านระบบการศึกษา
และนี่คือหนึ่งในช่องโหว่ใหญ่ของการศึกษาที่คนส่วนใหญ่รู้สึกเหมือนกันว่า..
เราเรียนเยอะก็จริง แต่ดันไม่เคยได้เรียนเรื่องที่จำเป็นที่สุด สำหรับการเอาตัวรอดทางการเงินในชีวิตจริง
คุณ Scott Galloway เข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะเขาเองก็โตมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีรายได้น้อย และต้องเรียนรู้ทุกอย่างจากความผิดพลาดของตัวเอง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาเขียนหนังสือ The Algebra of Wealth เพื่อถอดสูตรความมั่งคั่งออกมาเป็นหลักคิดง่าย ๆ ให้คนธรรมดาเข้าใจและทำตามได้แม้จะไม่ได้เรียน MBA
และถ้าอยากรู้ว่า สูตรความมั่งคั่งนี้คืออะไร ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ 
แม้ชื่อหนังสือจะใช้คำว่า Algebra หรือ พีชคณิต 
ที่เป็นการแก้สมการ ซึ่งมีตัวแปรหลายตัวที่มีความสัมพันธ์กัน จนฟังดูเหมือนเรื่องยาก ๆ ในห้องเรียน
แต่ความจริงแล้ว คุณ Scott Galloway แค่ต้องการบอกว่า ความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่เป็นหลักการที่ตรงไปตรงมา และคำนวณได้เหมือนสมการง่าย ๆ
ที่เราเพียงแค่รู้หลักการบวกและคูณ ก็จะเห็นภาพทันทีว่า ความมั่นคงทางการเงินเกิดจากตัวแปรไม่กี่อย่างเท่านั้น
และคุณ Scott Galloway สรุปออกมาเป็นสมการง่าย ๆ ว่า
ความมั่งคั่ง = Focus + (Stoicism x Time x Diversification)
ทีนี้เรามาดูตัวแปรกันแบบเข้าใจง่าย ๆ ทีละตัว
1. Focus : การโฟกัส
การเลือกทำงานที่เราทำได้ดีจริง ๆ ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต แล้วทุ่มเวลาให้มันจนเราเก่งกว่าค่าเฉลี่ย แม้ว่างานนั้นจะไม่ใช่งานในฝัน หรือไม่ใช่งานที่เรามีแพสชันมาตั้งแต่แรกก็ตาม
เพราะเมื่อเราอยู่ถูกที่ และทำงานนั้นได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เราก็จะเก่งเร็วขึ้น มีโอกาสเติบโตในสายงานมากขึ้น และรายได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สุดท้ายเมื่อเราเก่งขึ้น มีความมั่นใจและได้รับการยอมรับ ความชอบและความหลงใหลในสิ่งที่เราทำก็มักจะค่อย ๆ ตามมาทีหลังเอง
2. Stoicism : แนวคิดแบบสโตอิก
ซึ่งไม่ใช่แค่ปรัชญาโบราณ ที่สอนให้เน้นการทำสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ และยอมรับสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้  
แต่หมายถึงการมีวินัยทางการเงินและไม่ใช้ชีวิตตามกระแส 
เพื่อที่จะควบคุมในเรื่องที่สามารถควบคุมได้ อย่างการควบคุมค่าใช้จ่าย และควบคุมอารมณ์ของตนเอง ไม่ให้หลงไปกับของที่มันต้องมี จนใช้จ่ายเกินตัวเพื่ออวดคนอื่น
การควบคุมค่าใช้จ่ายนี้เอง ที่จะเป็นกลไกที่ทำให้มั่นใจว่า รายได้ที่เราหามาได้นั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นเงินต้นสำหรับการลงทุนต่อไป
3. Time : เวลา
เป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว เพราะเป็นตัวเร่งที่ทำให้ผลตอบแทนทบต้นทำงานได้เต็มที่ และเปลี่ยนเงินจำนวนเล็กน้อยให้เป็นเงินก้อนใหญ่ได้
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายคนยกให้ ดอกเบี้ยทบต้นคือ “สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก”
คนที่เข้าใจเรื่องนี้จะเริ่มออมและลงทุนให้เร็วที่สุด เพื่อให้เวลาอยู่ข้างตัวเองในเรื่องของการสร้างความมั่งคั่ง 
ในทางกลับกันคนที่ไม่เข้าใจก็จะถูกเงินเฟ้อกัดกินทำให้มูลค่าเงินที่มี ลดลงไปโดยไม่รู้ตัว
4. Diversification : การกระจายความเสี่ยง
เป็นการจัดสรรเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ใส่เงินทั้งหมดไปในที่เดียว พูดง่าย ๆ ก็คือ อย่าเอาไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน
การกระจายความเสี่ยงมันทำหน้าที่คล้ายเสื้อเกราะกันกระสุนทางการเงิน เพราะมันสามารถป้องกันไม่ให้พอร์ตพังจากเหตุไม่คาดฝันเพียงครั้งเดียว
สำหรับใครที่ไม่มีเวลาศึกษาหุ้นรายตัว การลงทุนผ่านกองทุนดัชนีหรือ ETF ก็ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ เพราะได้ทั้งกระจายความเสี่ยงอัตโนมัติ และมีต้นทุนค่าธรรมเนียมที่ต่ำด้วย
ถึงตรงนี้ เมื่อมองกลับไปที่สมการความมั่งคั่ง
Focus + (Stoicism x Time x Diversification)
เราจะเห็นทันทีว่า ทั้งวินัย (Stoicism) เวลา (Time) และการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ต้องมาพร้อมกัน ขาดตัวใดตัวหนึ่งไปไม่ได้
เพราะในทางคณิตศาสตร์ ศูนย์คูณอะไร ก็เท่ากับศูนย์..
ดังนั้น ถ้าตัวใดตัวหนึ่งกลายเป็นศูนย์ ผลลัพธ์เรื่องความมั่นคงทางการเงินก็แทบไม่เหลืออะไรเลย
กรณีที่ 1 Stoicism = 0 (หาได้ ใช้หมด)
ต่อให้เรามีเวลาเหลือเฟือและรู้จักกระจายความเสี่ยง แต่ถ้าขาดวินัย ใช้จ่ายจนหมด สุดท้ายก็จะไม่มีเงินไปลงทุน
กรณีที่ 2 Time = 0 (เริ่มช้าเกินไป)
ต่อให้เรามีวินัยในการออมเงินและกระจายความเสี่ยงดีแค่ไหน แต่ถ้าเริ่มช้าเกินไป สุดท้ายพลังของดอกเบี้ยทบต้นก็ช่วยอะไรเราไม่ได้มาก
กรณีที่ 3 Diversification = 0 (ทุ่มหมดหน้าตัก)
ต่อให้เรามีวินัยและมีเวลานานแค่ไหน แต่ถ้าทุ่มหมดหน้าตัก สุดท้ายความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ก็อาจทำให้พอร์ตพังจนเหลือศูนย์
สุดท้ายแล้ว วิธีที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การหวังพึ่งข้อใดข้อหนึ่ง แต่คือการให้ทุกตัวนี้ทำงานร่วมกัน นั่นคือ
- Focus จดจ่อกับสิ่งที่ทำได้ดีเพื่อหารายได้ให้มากขึ้น
- Stoicism มีวินัย ควบคุมค่าใช้จ่ายและเก็บเงินไปลงทุน 
- Time ให้เวลาเป็นตัวเร่งพลังดอกเบี้ยทบต้น
- Diversification ปกป้องเงินที่หามาอย่างยากลำบาก
สุดท้ายแล้วจะเห็นว่า The Algebra of Wealth ไม่ได้เป็นแค่สมการตัวเลขในหนังสือ แต่มันคือกรอบแนวคิดเรื่องความมั่งคั่งสำหรับคนธรรมดา ที่อยากหลุดพ้นจากวงจรการหาเช้ากินค่ำ
ไม่ได้เป็นหลักการสวยหรูที่บอกให้เราวิ่งไล่ตามความฝันลอย ๆ แต่เป็นการเตือนสติให้เราหันมามองความเป็นจริงที่ว่า
ความมั่นคงทางการเงิน ต้องแลกมาด้วยเวลาที่เพียงพอ วินัยที่หนักแน่น และการตัดสินใจที่ไม่ประมาท ไปพร้อม ๆ กัน ถึงจะสร้างความมั่งคั่งให้เราได้ในท้ายที่สุด..
#วางแผนการเงิน
#หลักการวางแผนการเงิน
#AlgebraOfWealth
References
-The Diary Of A CEO: Scott Galloway: We’re Raising The Most Unhappy Generation In History! Hard Work Doesn't Build Wealth
© 2025 MONEY LAB. All rights reserved. Privacy Policy.