
ทำไมปีนี้ Michael Burry “นักลงทุน The Big Short" มีแต่ Options เกือบทั้งพอร์ต
28 ส.ค. 2025
ปีนี้ หลายสินทรัพย์ทั่วทั้งโลกกำลังทำ ALL-TIME HIGH พร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐ ทองคำ หรือแม้แต่บิตคอยน์..
ชื่อของนักลงทุนในตำนานคนหนึ่ง จึงกลับเข้ามาอยู่ในสปอตไลต์อีกครั้ง เขาก็คือ Michael Burry ที่คาดการณ์ฟองสบู่ซับไพรม์ ได้อย่างแม่นยำ และสามารถทำกำไรได้มหาศาล จนถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ “The Big Short”
ความเคลื่อนไหวของ Burry ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้ง
เพราะจากต้นปี เขาเริ่มจากการถือ Put Options แทบทั้งพอร์ต
ก่อนที่ไม่กี่วันก่อน มีรายงานว่าเขากลับสลับฝั่งมาถือ Call Options แทบทั้งพอร์ตแทน..
เพราะจากต้นปี เขาเริ่มจากการถือ Put Options แทบทั้งพอร์ต
ก่อนที่ไม่กี่วันก่อน มีรายงานว่าเขากลับสลับฝั่งมาถือ Call Options แทบทั้งพอร์ตแทน..
วันนี้ เรามาดูกันว่า Options คืออะไร ?
และทำไม Burry ถึงเลือกใช้กลยุทธ์การลงทุนใน Options
และทำไม Burry ถึงเลือกใช้กลยุทธ์การลงทุนใน Options
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
แต่ก่อนจะทำความเข้าใจถึงกลยุทธ์การลงทุนของคุณ Burry เรามารู้จักกับ Options กันก่อน
Options เป็นเครื่องมือในการลงทุนรูปแบบหนึ่ง ที่ช่วยเพิ่มโอกาส ให้เราสามารถทำกำไร ได้ในทุกภาวะตลาด ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง ถ้าเราคาดการณ์อนาคตได้ถูกต้อง หรือลดการขาดทุนของพอร์ตโดยรวมได้ โดยใช้เงินลงทุนไม่เยอะ ซึ่งรายละเอียดสำคัญที่เราควรรู้เกี่ยวกับ Options ขอสรุปออกมาเป็น 3 ข้อ ดังนี้
1. คำศัพท์ที่ควรรู้ ก่อนลงทุน Options
ถ้าเราเข้าใจองค์ประกอบสำคัญของ Options ผ่านคำศัพท์เหล่านี้ จะช่วยให้เราวางแผนในการใช้งาน ได้ดียิ่งขึ้น
- Options เป็นสัญญาที่ให้สิทธิเราในการซื้อ (Call Options) หรือขายสินทรัพย์ (Put Options) ตามราคาที่กำหนดไว้ (เรียกว่าราคาใช้สิทธิ หรือ Strike Price) ซึ่งอาจเทียบเคียง Options ได้กับคูปองที่ให้ใช้สิทธิซื้อหรือขายสินค้า
- Underlying Asset หรือ สินทรัพย์อ้างอิง คือสินทรัพย์ที่ Options กำลังอ้างอิงราคาอยู่ เช่น หุ้น หรือ ดัชนีตลาดหุ้น
- Strike Price หรือ ราคาใช้สิทธิ คือราคาที่เราตกลงกันไว้ก่อนว่า สินทรัพย์ที่อ้างอิงนั้น เราจะซื้อ-ขายกัน ที่ราคาเท่าไร เมื่อเราใช้สิทธิของ Options
- Expiration Date หรือ วันหมดอายุ เป็นวันสุดท้ายที่เราจะสามารถใช้สิทธิของ Options ได้
- Premium หรือ ค่าพรีเมียม เป็นราคาของ Options ที่ผู้ซื้อ Options ต้องจ่ายเงินให้กับผู้ขาย เพื่อแลกกับสิทธิในการ ซื้อ-ขายสินทรัพย์อ้างอิง ในอนาคต ตามราคาใช้สิทธิ ที่เราได้ตกลงกันไว้
และเพื่อให้เราเข้าใจกันง่ายขึ้น ว่าคำศัพท์แต่ละคำนี้ มีความสำคัญต่อการนำไปใช้งานจริงอย่างไร
ก็จะขอยกตัวอย่างผ่านการอธิบาย ด้วยประเภทของ Options ทั้ง 2 แบบ ในข้อ 2 และข้อ 3 ต่อจากนี้
ก็จะขอยกตัวอย่างผ่านการอธิบาย ด้วยประเภทของ Options ทั้ง 2 แบบ ในข้อ 2 และข้อ 3 ต่อจากนี้
2. Call Options ใช้เมื่อเราเชื่อว่า ในอนาคตหุ้นจะขึ้น
สมมติว่า เราเป็นนักลงทุนคนหนึ่ง ที่มองเห็นโอกาสว่า ในอนาคต ราคาหุ้น A น่าจะเพิ่มสูงขึ้น เพราะผลประกอบการในอนาคตมีแนวโน้มเติบโต
ถ้าเราลงทุนซื้อหุ้นแบบปกติ สมมติหุ้น A ราคา 10 บาทต่อหุ้น และถ้าเราซื้อ 100 หุ้น เราก็จะต้องจ่ายเงิน 1,000 บาท
เมื่อผลประกอบการเติบโตตามคาด ราคาหุ้นเพิ่มมาเป็น 12 บาทต่อหุ้น ถ้าขายหุ้นไปเราก็จะได้กำไร 200 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 20%
แต่ถ้าเราเลือกนำเงิน 1,000 บาทเท่ากัน ไปซื้อ Call Options ของหุ้น A 10 สัญญา โดยสมมติว่า Call Options ของหุ้น A มี
- ราคาใช้สิทธิ หรือ Strike Price ที่ 10 บาทต่อหุ้น
- ขนาด Options 1 สัญญา เท่ากับ 100 หุ้น
- ค่าพรีเมียม 1 บาทต่อหุ้น
- ขนาด Options 1 สัญญา เท่ากับ 100 หุ้น
- ค่าพรีเมียม 1 บาทต่อหุ้น
การซื้อ Call Options แบบนี้ หมายความว่า เราจะได้สิทธิซื้อหุ้น A 1,000 หุ้น ณ ราคา 10 บาท ซึ่งเป็นราคา Strike Price ไม่ว่าราคาหุ้นในช่วง 1 ปีต่อจากนี้ จะขึ้นไปเท่าไรก็ตาม
ดังนั้น เมื่อถึงวันที่ผลประกอบการของบริษัทออกมา แล้วราคาหุ้น A เพิ่มขึ้นเป็น 12 บาทต่อหุ้น แต่เราก็สามารถใช้สิทธิของ Call Options เพื่อซื้อหุ้น A ได้ในราคา 10 บาทต่อหุ้น และสามารถเอามาขายทำกำไรที่ราคา 12 บาทต่อหุ้น ได้เลย
โดยวิธีคิดผลตอบแทนที่เราได้รับ จะเป็นแบบนี้
กำไรต่อหุ้น = ราคาหุ้นปัจจุบัน 12 บาทต่อหุ้น - ราคาที่เราใช้สิทธิ Call Options 10 บาทต่อหุ้น - ค่าพรีเมียม 1 บาทต่อหุ้น ดังนั้น จะเท่ากับ ได้กำไร 1 บาทต่อหุ้น
หรือคิดเป็นกำไรรวม = 1 บาทต่อหุ้น x หุ้น A 1,000 หุ้น เท่ากับ 1,000 บาท คิดเป็นกำไรจากการลงทุน 100%
สรุปให้เห็นภาพแบบง่าย ๆ จากตัวอย่างนี้
- ถ้าเราลงทุนด้วยวิธีการซื้อหุ้นปกติ เราลงทุน 1,000 บาท ได้กำไรรวมเงินต้น 1,200 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 20%
- แต่หากเรารู้วิธีใช้ Call Options เราลงทุน 1,000 บาทเช่นกัน เราจะได้กำไรรวมเงินต้นกลับมา 2,000 บาท คิดเป็นผลตอบแทนสูงถึง 100%
3. Put Options ใช้เมื่อเราเชื่อว่า ในอนาคตหุ้นจะลง
สำหรับ Put Options จุดประสงค์ในการใช้งาน จะเป็นทิศทางตรงกันข้ามกับ Call Options เลย ซึ่งเราจะใช้ก็ต่อเมื่อเราเชื่อว่า ในอนาคตราคาหุ้นมีแนวโน้มจะปรับตัวลง
เพราะ Put Options จะให้สิทธิในการขายหุ้นที่ราคา Strike Price ไม่ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลงไปเท่าไร (แม้จะเกือบถึง 0 ก็ตาม)
ตัวอย่างเช่น หุ้น B ตอนนี้ราคา 10 บาทต่อหุ้น ถ้าเรามองว่าในอนาคตผลประกอบการของบริษัทมีแนวโน้มจะเติบโตช้าลง ทำให้ราคาหุ้นควรจะลดลง เราก็สามารถซื้อ Put Options เพื่อวางแผนทำกำไรได้
สมมติว่า Put Options ของหุ้น B มี
- ราคาใช้สิทธิ หรือ Strike Price ที่ 10 บาทต่อหุ้น
- ค่าพรีเมียม 1 บาทต่อหุ้น
- ยังเหลือวันหมดอายุ อีก 1 ปี
- ราคาใช้สิทธิ หรือ Strike Price ที่ 10 บาทต่อหุ้น
- ค่าพรีเมียม 1 บาทต่อหุ้น
- ยังเหลือวันหมดอายุ อีก 1 ปี
หลังจากนั้น ถ้าราคาหุ้น B ลดลง เหลือ 8 บาทต่อหุ้น จากผลประกอบการที่หดตัวลง เราก็สามารถใช้สิทธิ Put Options ในการขายหุ้น B ที่ราคา 10 บาทต่อหุ้น ได้เลย
โดยกำไรที่เราได้รับ จะคำนวณได้จาก
กำไรต่อหุ้น = ราคาที่เราใช้สิทธิ Put Options 10 บาทต่อหุ้น - ราคาหุ้นปัจจุบัน 8 บาทต่อหุ้น - ค่าพรีเมียม 1 บาทต่อหุ้น
จะเท่ากับ เราได้กำไร 1 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินลงทุน 100%
สรุปอีกครั้งก็คือ ทั้ง Call Options และ Put Options สามารถช่วยเราทำกำไรได้ แบบไม่จำกัด แต่จะมีมุมมองในการใช้งานแตกต่างกันคือ
- Call Options ใช้เมื่อเรามองว่า ราคาหุ้นตอนนี้ อาจจะต่ำกว่ามูลค่า และมีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้น หรือกำลังอยู่ในขาขึ้น
- Put Options ใช้เมื่อเรามองว่า ราคาหุ้นตอนนี้ อาจจะสูงกว่ามูลค่า และมีแนวโน้มจะปรับตัวลง หรือกำลังอยู่ในขาลง
- Put Options ใช้เมื่อเรามองว่า ราคาหุ้นตอนนี้ อาจจะสูงกว่ามูลค่า และมีแนวโน้มจะปรับตัวลง หรือกำลังอยู่ในขาลง
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของ Options ทั้ง 2 แบบนี้ ก็มีอยู่เหมือนกัน นั่นคือ มีวันหมดอายุ
โดยหากราคาหุ้นไม่ได้เคลื่อนไหวไปตามที่คาด จนไม่ได้ใช้สิทธิ มูลค่าเงินลงทุนใน Options ที่เราจ่ายเป็นค่าพรีเมียม ก็จะมลายหายไป
โดยหากราคาหุ้นไม่ได้เคลื่อนไหวไปตามที่คาด จนไม่ได้ใช้สิทธิ มูลค่าเงินลงทุนใน Options ที่เราจ่ายเป็นค่าพรีเมียม ก็จะมลายหายไป
แต่มองอีกมุมหนึ่ง ลักษณะดังกล่าวก็ถือเป็นข้อดีของการซื้อ Options เพราะหากคาดการณ์ผิดทาง ก็สามารถจำกัดความเสี่ยงของเงินลงทุนไว้เท่ากับเงินที่จ่ายซื้อ Options ได้ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการวางหลักประกันเพิ่มหรือกลัวว่าพอร์ตจะแตก
สรุปได้ว่า หนึ่งในจุดเด่นของการใช้ Options ก็คือเราสามารถใช้เก็งกำไร เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้เราได้จากสินทรัพย์อ้างอิงหากแทงถูกทาง ในความเสี่ยงที่จำกัดจากค่าพรีเมียมที่เราจ่าย
ถึงตรงนี้ เราก็พอจะเข้าใจความรู้พื้นฐานของ Options กันแล้ว
เราลองมาวิเคราะห์พอร์ตของคุณ Michael Burry ในปัจจุบันกันดูบ้าง
เราลองมาวิเคราะห์พอร์ตของคุณ Michael Burry ในปัจจุบันกันดูบ้าง
โดย ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2025 ได้มีการเปิดเผยออกมาว่า จากมูลค่าพอร์ตทั้งหมด 6,500 ล้านบาท คุณ Burry ถือ Put Options ของหุ้นเทคสุดร้อนแรงอย่าง Nvidia และหุ้นเทคยักษ์ใหญ่ของจีนอีกประมาณ 5 ตัว รวมแล้วคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 93%
แต่อย่างที่เรารู้กันว่า เราจะใช้ Put Options ก็ต่อเมื่อ เรามองว่าตอนนี้ราคาหุ้นแพงเกินไปแล้ว และในอนาคต ราคาหุ้นมีแนวโน้มจะปรับตัวลง
ซึ่งจากหน้าพอร์ตที่เป็นแบบนี้ ประกอบกับที่เราได้ยินข่าวว่า ดัชนีหุ้นระดับโลกอย่าง S&P 500 และ Nasdaq-100 รวมถึงบรรดาหุ้นยักษ์ใหญ่ในโลก หลายตัวพากันทำราคาสร้างจุดสูงสุดใหม่
ก็อาจจะทำให้ คุณ Burry มองว่าราคาหุ้นหลายตัวในตอนนี้ อาจจะแพงเกินมูลค่าที่แท้จริงไปมากแล้ว ทำให้ในอนาคตราคาหุ้นก็คงจะปรับตัวลง
จึงได้เปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์การลงทุน ด้วยการมุ่งเน้นถือแต่ Put Options เกือบเต็มพอร์ตแบบนี้
ที่น่าสนใจคือ แม้เขาจะถือ Put Options สูงถึง 93% แต่ที่เราเห็นนั้น คือมูลค่ารวมของหุ้นที่ Options เหล่านั้นกำลังอ้างอิงอยู่ ไม่ใช่เงินที่เขาจ่ายออกไปจริง ๆ
เพราะในความเป็นจริงแล้ว เงินลงทุนที่เขาจ่ายเป็นค่าพรีเมียมไป อาจจะเป็นจำนวนไม่เท่าไร ซึ่งอาจจะสักแค่ 1-5% ของพอร์ตเองก็ได้
อีกทั้งถ้าคุณ Burry สามารถต่อรองราคาค่าพรีเมียม ตอนซื้อ Put Options จนได้ราคาถูกมาก ก็ยิ่งทำให้เงินลงทุนที่ใช้นั้น น้อยลงไปอีก
แต่ต่อมา พอสิ้นไตรมาส 2 ปีนี้ กลับมีรายงานว่าคุณ Burry ได้ปิดสถานะ Put Options ทั้งหมดไปแล้ว และกลับมาถือ Call Options หลายตัว เช่น United Health, Meta, Alibaba และ ASML ซึ่งนั่นก็แสดงว่าคุณ Burry คิดว่าในอนาคต ราคาหุ้นเหล่านั้นมีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้น
สำหรับทุกคนที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ ก็คงจะทราบกันดีแล้วว่า Options สามารถใช้เพิ่มพลังผลตอบแทน ได้มากขนาดไหน รวมถึงสามารถใช้ในสภาวะตลาดได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลตอบแทน Options ในพอร์ตของคุณ Burry จะเป็นอย่างไร ?
สำหรับประเทศไทย ก็มีเครื่องมือ Options ให้ซื้อขายได้อยู่เหมือนกัน คือ ในตลาด TFEX (Thailand Futures Exchange) ซึ่งแม้จะยังไม่มี Options ของหุ้นรายตัวให้ซื้อ-ขายแบบคุณ Michael Burry แต่ก็ยังมี Options ของดัชนี SET50 ที่ให้นักลงทุนอย่างเราซื้อ-ขายกันได้
ที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่คุณ Burry กำลังเดิมพันกับหุ้นจีนและหุ้นสหรัฐฯ ที่กำลังเป็นขาขึ้นค่อนข้างชัดเจน แต่ตลาดของไทย กลับยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่
การศึกษาเครื่องมืออย่าง Options ให้เข้าใจ ก็จะทำให้เราสามารถเลือกใช้ประโยชน์จากเครื่องมือนี้ได้อย่างเหมาะสม เช่น บางคนที่มีพอร์ตหุ้นอยู่แล้ว การซื้อ Put Options เพิ่มเติม ก็เปรียบเสมือนเป็นการซื้อประกันเอาไว้ให้พอร์ต เพราะอาจมีกำไรจาก Put Options มาช่วยรักษามูลค่าพอร์ตลงทุนไม่ให้ลดลงมากนักหากราคาหุ้นปรับตัวลดลง
ในขณะที่บางท่านอาจมองว่าการใช้ Options สามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้หากระดับราคาตลาดเคลื่อนไหวไปตามคาดการณ์ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยกำลังผันผวนจากหลากหลายปัจจัยแบบนี้..
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมสินค้า Options ได้ที่ https://s.setth.org/8hi
#TFEX #Options #ลงทุน #หุ้น
References
-https://www.setinvestnow.com/th/derivative/what-are-futures-and-options
-https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/investsnack/easyfinance/start-your-first-investment/all-about-option-trading
-https://www.phillip.co.th/th/update/advice/what-is-options
-https://www.smarttoinvest.com/Pages/Investment%20Products/Know%20Investment/Derivatives/Forwardcontract/options.aspx
-https://www.posttoday.com/business/330139
-https://article.bualuang.co.th/article/optionvsdw
-Michael Burry’s Q1 2025 Portfolio: A Bold Bet on Downside Risk
-13F Holdings and a list of the largest trades made by Scion Asset Management
-https://www.setinvestnow.com/th/derivative/what-are-futures-and-options
-https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/investsnack/easyfinance/start-your-first-investment/all-about-option-trading
-https://www.phillip.co.th/th/update/advice/what-is-options
-https://www.smarttoinvest.com/Pages/Investment%20Products/Know%20Investment/Derivatives/Forwardcontract/options.aspx
-https://www.posttoday.com/business/330139
-https://article.bualuang.co.th/article/optionvsdw
-Michael Burry’s Q1 2025 Portfolio: A Bold Bet on Downside Risk
-13F Holdings and a list of the largest trades made by Scion Asset Management