John Templeton ชายผู้ทำผลตอบแทนมหาศาล ด้วยการกว้านซื้อหุ้น ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

John Templeton ชายผู้ทำผลตอบแทนมหาศาล ด้วยการกว้านซื้อหุ้น ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

19 มี.ค. 2026
ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังสร้างความตึงเครียด ทั้งความกังวลเรื่องสงครามและความเสี่ยงของวิกฤติพลังงาน
เรากำลังอยู่ในสงครามโลกครั้งที่ 3 แล้วหรือไม่ ?
นี่คือคำถามที่หลายคนเริ่มพูดถึงมากขึ้น..
เพียงแค่นึกถึงความสูญเสียมากมายที่จะตามมาหากเกิดสงครามจริง ก็ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มลังเลว่า ควรถอยออกจากตลาดก่อนดีไหม ?
แต่รู้หรือไม่ว่า ย้อนกลับไปในช่วงจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่นักลงทุนทั้งโลกกำลังขวัญเสีย
ชายคนหนึ่งกลับตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุดในชีวิต นั่นคือ การกู้ยืมเงินจากเจ้านาย เพื่อนำมากว้านซื้อหุ้นนับร้อยบริษัท ไม่เว้นแม้แต่บริษัทที่อยู่ในภาวะล้มละลาย
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับน่าทึ่ง เพราะเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐในวันนั้น เติบโตกลายเป็น 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาเพียง 4 ปี
ชายคนนั้นคือ คุณ John Templeton ตำนานนักลงทุนผู้ถูกขนานนามว่า เป็นนักลงทุนที่เก่งที่สุดในศตวรรษที่ 20
และหากอยากรู้ว่า ทำไมเขาถึงกล้ากู้เงินไปเสี่ยงลงทุน
ในวันที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่สงครามที่เลวร้ายที่สุด ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ 
ย้อนกลับไปในปี 1939 บรรยากาศการลงทุนในตอนนั้น เรียกได้ว่าถูกปกคลุมด้วยความสิ้นหวัง
เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงบอบช้ำจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือ The Great Depression ที่ลากยาวมาเกือบทศวรรษ
บริษัทจำนวนมากอยู่ในสภาพไม่ต่างจากซอมบี้ บางแห่งเข้าสู่ภาวะล้มละลาย จนบริษัทนับร้อยราคาหุ้นตกลงมาเหลือไม่ถึง 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
ผู้คนจำนวนมากยังคงตกงาน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็แทบไม่เหลืออยู่เลย
ข่าวพาดหัวบนหนังสือพิมพ์เต็มไปด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อมาเป็นปี ๆ
จนกระทั่งในเดือนกันยายน 1939 โลกก็ต้องเผชิญกับจุดแตกหัก..
เมื่อกองทัพเยอรมันบุกโจมตีโปแลนด์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ
สำหรับนักลงทุนทั่ว ๆ ไปในตอนนั้น สิ่งที่เผชิญอยู่คงไม่ต่างจากจุดจบของการลงทุน แต่ในมุมมองของคุณ John Templeton เขากลับมองว่านี่คือโอกาสทอง..
เพราะก่อนหน้านี้เขาทำการบ้านอย่างหนัก ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดนานกว่า 2 ปี จนทำให้เขามองเห็นภาพว่า โครงสร้างเศรษฐกิจกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เขาวิเคราะห์ว่า เมื่อเข้าสู่ภาวะสงคราม ภาคอุตสาหกรรมจะต้องเร่งผลิตสินค้าและวัตถุดิบจำนวนมหาศาล เพื่อรองรับความต้องการของกองทัพ
พูดง่าย ๆ คือ สงครามจะเป็นปัจจัยเร่ง ที่กระตุ้นให้เกิดวัฏจักรเศรษฐกิจรอบใหม่ ทำให้บริษัทซอมบี้ที่ดูเหมือนกำลังจะตาย จะถูกชุบชีวิตกลับมาอีกครั้ง
ไม่ใช่ฉุดเศรษฐกิจให้ตกต่ำ จนทำให้ธุรกิจอยู่ไม่ได้ แบบที่คนทั่วไปคิด
และถึงแม้ว่าตอนนั้นสหรัฐฯ จะยังไม่ได้เข้าร่วมสงครามโดยตรง แต่เขาก็ประเมินว่า สหรัฐฯ จะต้องกลายเป็นคนจัดส่งอาวุธและเสบียงให้กับเหล่าพันธมิตรอย่างแน่นอน
ซึ่งออร์เดอร์มหาศาลนี้ ไม่ได้มีแค่รถถัง เครื่องบิน หรือกระสุน แต่มันยังรวมถึงเสื้อผ้า รองเท้าบูต อาหารกระป๋อง ยา ยางรถยนต์ ไปจนถึงน็อตตัวเล็ก ๆ
ทีนี้เมื่อบริษัทขนาดใหญ่รับออร์เดอร์จนผลิตไม่ทัน เม็ดเงินก็จะต้องกระจายไปยังบริษัทเล็ก ๆ ทั่วประเทศ
เขาจึงตัดสินใจขอกู้ยืมเงินจากเจ้านายจำนวน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบเป็นมูลค่าเงินปัจจุบันราว 7.6 ล้านบาท เพื่อนำไปซื้อหุ้นทุกตัวในตลาดที่มีราคาต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ
ผลลัพธ์คือ เขาซื้อหุ้นได้ทั้งหมด 104 บริษัท ซึ่งในจำนวนนั้นมีถึง 34 บริษัทที่กำลังจะล้มละลาย
แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีบริษัทที่ล้มละลายจนมูลค่ากลายเป็นศูนย์จริง ๆ เพียงแค่ 4 แห่งเท่านั้น ส่วนบริษัทที่เหลือสามารถฟื้นตัวกลับมาได้
สุดท้ายแล้ว เงินลงทุน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก็เติบโตจนกลายเป็น 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นผลตอบแทน 4 เท่า ภายในเวลาเพียง 4 ปี..
อ่านถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่าคุณ John Templeton แค่โชคดีที่บังเอิญซื้อหุ้นถูกจังหวะ
แต่ความจริงแล้ว ในโลกของการลงทุน คุณ John Templeton คือคนที่สร้างโชคให้กับตัวเอง ผ่านการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
เพราะสิ่งที่คนอื่นเรียกว่าโชค แท้จริงแล้วมันคือส่วนผสมของความขยัน การวางแผน และการมองหาโอกาสในจุดที่คนอื่นมองข้าม
ซึ่งตรงตามปรัชญาการลงทุนที่เขาเน้นย้ำเสมอว่า
“Buy at the point of maximum pessimism” 
พูดง่าย ๆ ก็คือ จังหวะการลงทุนที่ดีที่สุด คือการซื้อเมื่อคนมองโลกในแง่ร้ายถึงขีดสุด
เพราะนั่นคือช่วงที่ราคาหุ้นจะถูกปกคลุมไปด้วยความกลัว จนราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม การสวนกระแสซื้อหุ้นในช่วงที่คนสิ้นหวังที่สุด ก็ไม่ได้แปลว่าให้หลับหูหลับตาซื้อแบบไม่คิดอะไรเลย
เพราะคุณ John Templeton รู้ดีว่า ท่ามกลางบริษัทที่กำลังร่อแร่นับร้อยแห่งนั้น ย่อมมีทั้งบริษัทที่รอดและบริษัทที่ล้มละลายจริง ๆ 
เขาจึงใช้กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงมาเป็นเกราะป้องกัน
ด้วยการกระจายกว้านซื้อหุ้นกว่า 104 บริษัท แทนที่จะทุ่มเงินทั้งหมดไปกับหุ้นเพียงตัวเดียว เพื่อให้ผลตอบแทนจากบริษัทที่ฟื้นตัว สามารถกลบขาดทุนจากบริษัทที่ล้มละลายได้
ซึ่งเมื่อมีการเจาะลึกเข้าไปดูรายละเอียดพอร์ตของคุณ John Templeton ก็พบว่า หุ้นที่ดูปลอดภัย พื้นฐานยังแข็งแรง ให้ผลตอบแทนกับเขาได้เพียง 11% 
ในขณะที่หุ้นที่คนส่วนใหญ่มองว่าดูเหมือนซอมบี้ ดูไม่น่ารอด กลับให้ผลตอบแทนสูงถึง 1,085% หรือโตขึ้นมากกว่า 10 เท่า
เหตุผลสำคัญก็เพราะในช่วงที่ตลาดแพนิก ราคาหุ้นมักไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานของบริษัท แต่มันกลายเป็นเพียงภาพสะท้อนอารมณ์ของฝูงชน
ยิ่งเป็นหุ้นที่คนมองว่าไม่น่ารอด ก็จะยิ่งถูกเทขายด้วยความสิ้นหวังอย่างไร้เหตุผล ทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากขึ้นไปอีก..
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ความสำเร็จเพียงครั้งเดียว ที่สร้างชื่อเสียงให้กับคุณ John Templeton เพราะหลังจากนั้นเขาก็ยังคงเดินหน้าสร้างตำนานนักล่าของถูก ด้วยการสวนกระแสโลกอีกหลายครั้ง 
ไม่ว่าจะเป็นช่วงทศวรรษ 1960 ที่เขาตัดสินใจเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น 
ทั้งที่ในตอนนั้นคำว่า Made in Japan ยังถูกคนทั้งโลกสบประมาทว่าเป็นเพียงสินค้าราคาถูกและไม่ได้คุณภาพ ไม่ต่างกับคำว่า Made in China ที่หลายคนเคยยี้ 
นักลงทุนต่างชาติก็พากันเมินหน้าหนี เพราะมองว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีความผันผวนสูง แถมข้อมูลบริษัทก็มีให้วิเคราะห์จำกัด 
แต่เขากลับเป็นหนึ่งในนักลงทุนกลุ่มแรก ๆ ที่เลือกจะสวนกระแส เขาทำการบ้านอย่างหนัก จนพบว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่ได้เพิ่งฟื้นตัว แต่มันกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
เขาจึงตัดสินใจกว้านซื้อหุ้นบริษัทชั้นนำในญี่ปุ่น ที่ตอนนั้นซื้อขายกันที่ P/E ต่ำติดดินเพียง 4 เท่า 
และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่เขาวิเคราะห์ไว้ เพราะหลังจากนั้นญี่ปุ่นก็พลิกโฉมกลายมาเป็นมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมของโลก ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นพุ่งทะยานขึ้น
และนอกจากความสำเร็จในญี่ปุ่นแล้ว เขายังนำหลักการเดียวกันนี้ ไปใช้กับเกาหลีใต้ ในช่วงวิกฤติการเงินเอเชีย หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ วิกฤติต้มยำกุ้ง
ในช่วงปี 1998 ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่นักลงทุนต่างพากันเทขายหุ้น แต่คุณ John Templeton กลับเลือกที่จะสวนกระแสซื้อหุ้นอีกครั้ง
เพราะเขามองว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้ตกลงอยู่ใกล้จุดที่สิ้นหวังมากที่สุดแล้ว และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เขาคิดถูก..
ถึงตรงนี้ก็จะเห็นชัดเจนว่า ความสำเร็จของคุณ John Templeton นั้นไม่ใช่เพราะโชคช่วย หรือแค่ความกล้าบ้าบิ่นในการสวนกระแส
แต่มันคือผลลัพธ์ของการทำการบ้านอย่างหนัก วางแผนอย่างรัดกุม และการมองหาโอกาสอยู่เสมอ
เรื่องราวนี้จึงสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า ในโลกของการลงทุน วิกฤติไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และมันจะกลายเป็นโอกาส สำหรับคนที่เตรียมพร้อมเสมอ
#ลงทุน
#หลักการลงทุน
#JohnTempleton
References
-หนังสือ The Templeton Plan 21 Steps to Personal Success and Real Happiness โดย Sir John Templeton
https://www.moneylabstory.com/b080967f-334d-4291-8571-8c3ed2d6741c" width="384" height="384">
© 2026 MONEY LAB. All rights reserved. Privacy Policy.