
วิกฤติน้ำมันจากอิหร่าน เคยทำให้ ประเทศไทยเจอ Stagflation เมื่อปี พ.ศ. 2523
10 มี.ค. 2026
หน่วยงานรัฐใช้ไฟประหยัด ๆ บางส่วน Work From Home พร้อมทั้งเล็งปิดปั๊มน้ำมันหลัง 4 ทุ่ม
มาตรการที่ว่ามานี้ รู้ไหมว่ารัฐบาลไทย ก็เคยทำสิ่งคล้ายกันเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว เพื่อรับมือกับการขาดแคลนพลังงาน
จากวิกฤติน้ำมัน ซึ่งมีจุดเริ่มต้นในประเทศอิหร่าน คล้าย ๆ กันกับในตอนนี้
ที่นำประเทศไทยไปสู่ภาวะ Stagflation เศรษฐกิจตกต่ำ แต่เงินเฟ้อสูง เมื่อปี พ.ศ. 2523
แล้วเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไร ประเทศไทยได้รับผลกระทบอะไรบ้าง ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
เศรษฐกิจไทยเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน แน่นอนว่าไม่ได้ถูกขับเคลื่อนจากการเป็นโรงงานรับจ้างผลิตเพื่อการส่งออก หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังระดับโลก
แต่เป็นประเทศเกษตรกรรมที่ส่งออกสินค้าเกษตร อย่างเช่น ข้าว แล้วนำเงินที่ได้ ไปนำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรม เพื่อผลิตสินค้าที่จำเป็นไว้ใช้เองในประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้าจำเป็นเหล่านั้น
และการที่เครื่องจักรเหล่านั้นจะเดินเครื่องต่อไปได้ พร้อมทั้งต้องมีรถไว้กระจายสินค้ารวมถึงขนส่งสินค้าเกษตรไปส่งออก ก็ต้องใช้ “น้ำมัน”
ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันจำนวนมากอีกด้วย
ซึ่งรัฐบาลไทยก็ทำการตรึงราคาน้ำมันในประเทศไว้ ไม่ให้แพงเกินไป ผ่านการใช้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อุดหนุนราคาน้ำมัน และนโยบายควบคุมราคาค้าปลีกน้ำมัน
เพื่อให้ราคาน้ำมันขึ้นช้ากว่าตลาดโลก เศรษฐกิจไทยจะได้เติบโตต่อไปอย่างไม่มีสะดุด
แต่เนื่องจากราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในช่วงขาขึ้นตลอด ตั้งแต่วิกฤติน้ำมันโลกครั้งแรกในปี พ.ศ. 2516 ก็ทำให้รัฐบาลต้องคอยจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อควบคุมราคาน้ำมันไว้
บวกกับโครงการใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐครั้งใหญ่ เช่น โครงการสร้างงานในชนบท เมื่อปี พ.ศ. 2523 ด้วยวงเงินกว่า 3,500 ล้านบาท
ก็ทำให้สถานะทางการคลังของไทยมีการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยก็สามารถหาเงินมาหนุนได้ ด้วยการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินจากต่างประเทศ เพราะตอนนั้นสถาบันการเงินในตะวันตก ยังมีสภาพคล่องเหลือเฟือ
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2522 ประเทศอิหร่านเกิดการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงจากการปกครองโดยระบอบกษัตริย์เป็นรัฐศาสนาเต็มขั้น ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจึงทำให้การผลิตน้ำมันหยุดชะงักลงตามไปด้วย
เกิดเป็นวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งจากประมาณ 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไปเป็น 39.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในกลางปี พ.ศ. 2523
การที่ราคาน้ำมันขึ้นพรวดเกิน 100% ในปีเดียวแบบนี้ ก็ทำให้รัฐบาลไทยตรึงราคาน้ำมันไว้ไม่ไหว
ต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันและพลังงาน สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จนเงินเฟ้อทั้งปี พ.ศ. 2523 สูงถึง 19.7%
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันแพงนั้นไม่ได้กระทบแค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกที่เป็นคู่ค้าของไทยในขณะนั้นก็โดนผลกระทบด้วย
เมื่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าไทยนั้นตกต่ำ ก็ทำให้ไม่มีเงินที่จะมานำเข้าสินค้าการเกษตรจากไทยได้มากเท่าเดิม
จึงทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หรือก็คือ ส่งออกได้น้อยกว่านำเข้า ควบคู่ไปกับการขาดดุลการคลัง
หากหยุดพักสักครู่ตรงนี้ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยกำลังเจอมรสุม จากการขาดดุลทั้งเศรษฐกิจในประเทศและระหว่างประเทศ
ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ จะเรียกภาวะแบบนี้ว่า “ขาดดุลแฝด (Twin Deficit)” อันทำให้ประเทศที่เจอกับภาวะนี้ ในทางทฤษฎี ต้องมีค่าเงินอ่อนค่าลง จากความต้องการสกุลเงินต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ประเทศไทยในตอนนั้น กำลังใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบผูกค่าเงินไว้กับดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา เลือกแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อสูงด้วยยาแรง ผ่านการกระชากอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 10.07% ในต้นปี พ.ศ. 2522 ขึ้นไปเป็น 17.61% ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2523
ดอกเบี้ยสูงขนาดนี้ เงินก็ไหลจากทั่วโลกเข้าสู่สหรัฐอเมริกาจนเงินดอลลาร์สหรัฐแข็ง เงินบาทที่ผูกไว้กับดอลลาร์สหรัฐจึงแข็งค่าตามไปด้วย จนเกินกว่าพื้นฐานเศรษฐกิจ
เมื่อต้องซื้อน้ำมันเข้ามาเรื่อย ๆ แต่ส่งสินค้าออกไปขายได้ยาก เงินสำรองระหว่างประเทศจึงมีแต่จะร่อยหรอลงเรื่อย ๆ
ประเทศไทยจึงเข้าใกล้ภาวะขาดแคลนพลังงานอย่างมาก จนรัฐบาลต้องรณรงค์ให้ผู้คนประหยัด รวมถึงออกมาตรการต่าง ๆ เช่น
- จำกัดเวลาออกอากาศสถานีโทรทัศน์
- จำกัดเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน
- ลดการใช้ไฟฟ้าในสถานที่ราชการ
คล้าย ๆ กันกับในตอนนี้..
เมื่อปัญหารุมเร้าเช่นนี้ เศรษฐกิจไทยในปี พ.ศ. 2523 จนถึง พ.ศ. 2528 จึงโตเฉลี่ยได้แค่ประมาณ 5% เท่านั้น
เห็นแค่ตัวเลข บางคนอาจจะมองว่าไม่เห็นร้ายแรงอะไร เพราะอย่างน้อยเศรษฐกิจไทยก็ยังโตได้
แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ในช่วงก่อนหน้า ระหว่างปี พ.ศ. 2519 ถึง พ.ศ. 2521 เศรษฐกิจไทย เคยโตได้ประมาณ 9% - 10% เลย ไม่ใช่โตได้ 2% - 3% ก็ถือว่าดีมากแล้วแบบในปัจจุบัน
การที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ลดลงมาเหลือแค่นี้ จึงไม่ต่างกับการขับรถยนต์แบบเหยียบคันเร่งเต็มสูบ แล้วเหยียบเบรกจนหัวทิ่ม
จึงทำให้พูดได้ว่าในช่วงปี พ.ศ. 2523 นั้น ประเทศไทยเจอกับภาวะ Stagflation แล้วเรียบร้อย จากเงินเฟ้อที่สูง กับเศรษฐกิจที่ตกต่ำลง
สุดท้ายรัฐบาลไทยในช่วงเวลานั้น ซึ่งมี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงต้องขอรับความช่วยเหลือจาก IMF และธนาคารโลก
เพื่อพยุงฐานะการคลัง และเงินสำรองระหว่างประเทศ ในช่วงปี พ.ศ. 2524 ถึง พ.ศ. 2528
โดยรัฐบาลไทยก็ได้ดำเนินนโยบายรัดเข็มขัด ใช้จ่ายภาครัฐให้น้อยลง ตามคำแนะนำของ IMF
และที่สำคัญก็คือ “ลดค่าเงินบาท” เพื่อให้การขาดดุลทั้งทางการคลังและบัญชีเดินสะพัดของไทยดีขึ้น และมีเงินเพียงพอมาชำระหนี้ของ IMF ได้
รัฐบาลไทยจึงต้องประกาศลดค่าเงินบาทถึง 3 ครั้ง
โดยครั้งที่ 1 และ 2 นั้น ลดในเดือนพฤษภาคม และกรกฎาคมของปี พ.ศ. 2524 โดยลดลงประมาณ 9%
และอีกครั้งคือ เดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ. 2527 โดยลดลงเกือบร้อยละ 15% รวมถึงปรับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน จากการผูกค่าเงินกับดอลลาร์สหรัฐเพียงอย่างเดียว มาเป็นระบบตะกร้าค่าเงิน ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
สิ่งนี้แม้จะทำให้ธุรกิจที่กู้เงินจากต่างประเทศ บวกกับหนี้ในประเทศก็มีดอกเบี้ยสูงอยู่แล้ว ขาดสภาพคล่องจนไปต่อไม่ไหว
จนปิดกิจการ หรือปลดคนงานมากมาย ทำให้อัตราการว่างงานในปี พ.ศ. 2528 พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 4.9%
แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้การส่งออกของไทยฟื้นตัวขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งก็พอดีกันกับการที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มย้ายฐานการผลิต เข้ามาลงทุนในไทย จากข้อตกลง Plaza Accord ที่ทำให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นในปีเดียวกันนั้น
อีกทั้งในปี พ.ศ. 2524 ที่ทาง ปตท. ได้เริ่มนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย มาผลิตและออกจำหน่าย ก็ทำให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศลง
ซึ่งไม่เพียงทำให้ไทยฟื้นตัวได้จากวิกฤติพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างนิคมอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทย
จนทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ “ยุคโชติช่วงชัชวาล” ที่เศรษฐกิจไทยหลังจากนั้น กลับมาฟื้นตัวได้ พร้อมเติบโตอย่างรวดเร็ว
จนหลายคนมองว่า ประเทศไทย อาจจะผงาดเป็น “เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย” ตามหลังรุ่นพี่อย่าง เกาหลีใต้, ฮ่องกง, ไต้หวัน และสิงคโปร์
จะเห็นได้ว่า แม้วิกฤติน้ำมันในครั้งนั้น จะทำให้ประเทศไทยต้องเจอกับฝันร้าย
แต่สุดท้ายก็กลับเป็นแรงผลักดันครั้งใหญ่ ให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าจับตามอง ณ ตอนนั้น
เมื่อเรามองกลับมายังเหตุการณ์วันนี้ ก็จะเห็นว่ามีส่วนที่คล้ายคลึงกันเหมือนเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้วอยู่บ้าง
จากความขัดแย้งที่อิหร่าน มีความเสี่ยงที่จะทำให้หลากหลายประเทศ รวมถึงไทย ต้องเข้าสู่ภาวะ Stagflation อีกครั้ง
ทำให้คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทย คงไม่ใช่ว่าเหตุการณ์นี้จะซ้ำรอยไหม
แต่คือถ้าเกิดขึ้นแล้ว ประเทศไทยมีความพร้อมหรือไม่ ที่จะปรับตัวและกลับมาเติบโตได้ เหมือนในอดีตต่างหาก..
#เศรษฐกิจ
#เศรษฐกิจไทย
#Stagflation
References
-รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์. (2546). นโยบายการคลัง ยุครัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์.
-วิเชียร ตันศิริคงคล. (2546). ความล้มเหลวของนโยบายการเงินไทยและวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540.
-Kochhar, Kalpana et al. (1996). Thailand The Road to Sustained Growth.
-Robinson, David et al. (1991). Thailand: Adjusting to Success Current Policy Issues.
-Aziz, Ungku A. (1990). Strategies for Structural Adjustment The Experience of Southeast Asia.
-Julian, Craig C. (2000). The impact of the Asian economic crisis in Thailand.