บทเรียน เทรนด์ Barista FIRE เก็บเงินก้อนใหญ่ ลาออกไปทำงานพาร์ตไทม์ อาจไม่ได้สบายอย่างที่คิด

บทเรียน เทรนด์ Barista FIRE เก็บเงินก้อนใหญ่ ลาออกไปทำงานพาร์ตไทม์ อาจไม่ได้สบายอย่างที่คิด

20 ก.พ. 2026
เคยรู้สึกเหนื่อยล้ากับงานประจำที่ตัวเองทำอยู่ จนอยากรีบลาออกกันมาบ้างไหม ?
ความรู้สึกนี้กำลังเกิดขึ้นในใจคนทำงานทั่วโลก จนเกิดเป็นเทรนด์ที่คนทำงานประจำต่างรีบเก็บเงินอย่างบ้าคลั่ง เพื่อให้ตัวเองเกษียณได้ตั้งแต่อายุน้อย ๆ ที่เรียกว่า FIRE
แต่ก็มีคนเพียงไม่กี่คนที่จะสามารถทำแบบนั้นได้ เพราะหลายคนอาจจะมีรายได้ที่ไม่สูงมากนัก หรือบางคนก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายเยอะ
จนคนบางกลุ่ม เลือกที่จะปรับเปลี่ยนเป้าหมาย ด้วยการเก็บเงินให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ เพื่อนำไปลงทุนสร้างผลตอบแทน จากนั้นก็หางานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เครียดน้อยกว่างานประจำ แม้จะได้เงินน้อยลงก็ตามแทน
เราเรียกวิถีนี้ว่า Barista FIRE ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบว่าคนกลุ่มนี้ มักจะทำงานพาร์ตไทม์ หรืองานเบา ๆ ไม่เครียด เปรียบเหมือนงานชงกาแฟในร้านกาแฟ
แต่ถึงแม้วิธีการนี้จะดูใช้ได้จริง สำหรับคนที่มีเงินเดือนไม่มากนัก แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่พอทำแบบนี้ไปได้สักพัก กลับประสบปัญหาทางการเงินที่ตัวเองคาดไม่ถึงมาก่อน
แล้วการเป็น Barista FIRE มีความเสี่ยงอะไรบ้าง ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
เรามาเริ่มต้นกันที่เรื่องราวของสาวญี่ปุ่นวัย 38 ปีคนหนึ่ง ที่เคยทำงานเป็นพนักงานขายอยู่ในบริษัทไอทีที่เน้นสร้างยอดขาย
แม้ค่าตอบแทนจะสูง แต่เธอก็ต้องแบกรับความกดดันที่จะต้องสร้างยอดขายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในช่วงที่ทำงานอยู่นั้น เธอก็คิดอยากลาออกอยู่หลายครั้ง
โดยในระหว่างทำงานเธอก็เก็บเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นก็นำเงินไปลงทุนในกองทุนรวม ตามคำแนะนำของพ่อของเธอ
จนในที่สุดเธอก็สามารถลาออกจากงานประจำที่เคร่งเครียดได้ในวัย 32 ปี พร้อมกับเงินลงทุนที่มีอยู่ 20 ล้านเยน หรือประมาณ 4 ล้านบาท
เธอรู้ดีว่าเงินแค่นี้ คงไม่พอที่จะนำไปลงทุนสร้างกระแสเงินสดให้เธอมีอิสรภาพทางการเงินได้ เธอจึงเลือกที่จะหางานสบาย ๆ ไม่เครียดทำ
สุดท้ายแล้วเธอจึงไปสมัครงานเป็นธุรการของบริษัทแห่งหนึ่ง ใกล้ที่พักที่เธอเช่าอยู่ โดยเธอได้รับเงินเดือนเพียง 140,000 เยน หรือประมาณ 28,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งลดลงไปเกินครึ่งของเงินเดือนเดิม
เธอวางแผนเอาไว้ว่าเธอจะใช้เงินเดือนในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หากเงินเดือนไม่พอรายจ่าย เธอก็ค่อยถอนเงินจากพอร์ตการลงทุนออกมาใช้จ่าย
เธอใช้ชีวิตแบบนี้มาเรื่อย ๆ ตลอด 6 ปี จนกระทั่งค่าใช้จ่ายเริ่มเพิ่มขึ้น ทั้ง ๆ ที่เธอก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิมมาตลอด
ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น มาจากอัตราเงินเฟ้อของประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนค่าอาหาร ค่าเช่าห้องพัก และค่าน้ำค่าไฟ เริ่มพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ 
ทำให้จากที่เธอเก็บเงินมาได้ตลอด ก็กลายเป็นเริ่มติดลบในบางเดือน จนต้องถอนเงินออกจากพอร์ตการลงทุนมาใช้ ทำให้ความมั่งคั่งของเธอไม่ได้เติบโตขึ้นมากเท่าที่คำนวณไว้ในตอนแรก
ขณะเดียวกันเงินเดือนจากงานที่เธอทำอยู่ กลับไม่เพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพ 
ทำให้แม้พอร์ตการลงทุนของเธอจะโตขึ้นมาเป็น 6 ล้านบาท แต่ความถี่ในการถอนเงินออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ ก็สร้างความกังวลใจให้เธอไม่น้อย ว่าจะมีเงินพอใช้จนถึงวัยเกษียณหรือไม่ 
จากเรื่องราวข้างต้นนี้ ก็แสดงให้เราเห็นแล้วว่า บางครั้งต่อให้เราวางแผนการเงินมาอย่างละเอียดแค่ไหน แต่ในชีวิตจริง ก็มีปัจจัยภายนอกอย่างอัตราเงินเฟ้อ ที่ทำให้แผนการเงินของเราไม่เป็นไปอย่างที่คิด
ดังนั้นหากใครที่คิดจะทำ Barista FIRE ก็ควรให้ความสำคัญกับงานที่มีโอกาสเติบโตของรายได้ด้วย หรืออาจจะมองหารายได้เสริมอีกแหล่งหนึ่ง เพื่อให้เรามีชีวิตที่มั่นคงมากขึ้น
แต่อัตราเงินเฟ้อ ไม่ใช่ฝันร้ายเดียวของคนที่ทำ Barista FIRE เท่านั้น ยังมีความเสี่ยงอื่นที่เราต้องระวังด้วย
เรามาเริ่มกันที่เรื่องราวของคุณ Sam Dogen ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ผู้เป็นต้นแบบให้กับใครหลายคนในวงการ Barista FIRE 
เพราะเขาเป็นผู้เขียนเนื้อหาลงเว็บไซต์ Financial Samurai ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เขาทำขึ้นมาเอง ตั้งแต่ที่เขาเป็นวาณิชธนากร หรือ Investment Banker อยู่ที่ Goldman Sachs ในปี 2009
แม้อาชีพวาณิชธนากรจะเป็นอาชีพที่มีรายได้สูง แต่เขาก็รู้สึกอยากลาออก เพราะอาชีพนี้มีความกดดัน และชั่วโมงการทำงานก็สูงมาก
เขาจึงตัดสินใจลาออกในปี 2012 ขณะที่เขาอายุได้ 34 ปี พร้อมกับความมั่งคั่งที่สะสมมาได้สูงถึง 90 ล้านบาท
โดยที่เขาวางแผนกระจายเงินลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดให้เขา เพื่อกระจายความเสี่ยง เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้น หุ้นกู้ หุ้นสามัญ อสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่า 
นอกจากนี้เขายังแบ่งเงินไปลงทุนใน Venture Capital เพื่อลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัปที่มีโอกาสเติบโตสูงอีกด้วย
และเมื่อมีเวลาว่างจากการลาออกจากงานประจำ เขาก็รับงานพาร์ตไทม์ เป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจให้กับธุรกิจเทคโนโลยีด้านการเงิน
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่า เขาน่าจะสามารถเกษียณจากงาน โดยที่ไม่ต้องออกมาทำอะไร แล้วอยู่ได้ไปทั้งชีวิตเลยด้วยซ้ำ
แต่เรื่องก็ไม่ได้ง่ายแบบนั้น เพราะคุณ Sam มีครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดู ภรรยาของเขาก็ลาออกจากงานมานานแล้วเช่นกัน
เมื่อครอบครัวของเขาเริ่มมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมา 2 คน ทำให้เขาต้องซื้อบ้านอยู่เป็นของตัวเอง
เขาทำการถอนเงินออกมาจากพอร์ตการลงทุนเพื่อซื้อบ้าน ทำให้รายได้จากการลงทุนของเขาหายไปถึงปีละ 4,500,000 บาทเลยทีเดียว
และเมื่อพอร์ตการลงทุนมีมูลค่าลดลง พร้อมกับรายได้จากการลงทุนในแต่ละปีที่ลดลงด้วย ก็ทำให้เขาต้องกลับไปทำงานประจำอีกครั้ง
เรื่องราวของคุณ Sam เมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องราวของสาวญี่ปุ่นที่กล่าวถึงในตอนแรกนั้นมีความน่าสนใจ เพราะคุณ Sam ถือว่าเก็บเงินได้สูงมาก ๆ แต่ก็ยังคงประสบปัญหาในการทำ Barista FIRE อยู่ดี
จากการเจอค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ไม่ได้คาดคิดไว้มาก่อน นั่นคือการซื้อบ้าน เพื่อการอยู่อาศัยของครอบครัวที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้น
จะเห็นได้ว่าทั้งค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในแผนการเงินตั้งแต่แรก และอัตราเงินเฟ้อ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การวางแผนเกษียณตั้งแต่อายุน้อย ๆ ล้มเหลว
อีกทั้งการคิดจะออกมาหางานง่าย ๆ ทำ ก็มีความเสี่ยงที่เงินเดือนจะถูกปรับขึ้นไม่ทันเงินเฟ้อ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นตามช่วงวัยด้วย 
และอีกเรื่องที่คนที่อยากทำ Barista FIRE ต้องตระหนักก็คือ ความสามารถในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินจะลดลงอย่างมาก
เพราะถึงแม้เราจะมีรายได้จากการลงทุนจำนวนมาก แต่ธนาคารมักมองว่ารายได้จากการลงทุน เป็นรายได้ที่มีความไม่แน่นอนสูง 
ทำให้ยากที่ธนาคารจะปล่อยเงินกู้ หรือหากขอกู้ได้ก็จะมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคุณ Sam ถึงต้องถอนเงินออกจากพอร์ตการลงทุนเพื่อที่จะซื้อบ้าน จนทำให้รายได้จากการลงทุนลดลงในที่สุด
แม้ในบทความนี้จะพูดถึงความเสี่ยงของการทำ Barista FIRE มากมายเต็มไปหมด
แต่หากเราคำนึงถึงความเสี่ยงอย่างรอบด้าน พร้อมกับหาแผนสำรองและเครื่องมือป้องกันไว้ ตั้งแต่ก่อนที่จะลาออกจากงานประจำที่รายได้ดี
เราก็น่าจะสามารถลาออกไปทำงานที่เรารัก ไปพร้อมกับการมีอิสรภาพทางการเงินได้อย่างแท้จริงได้ไม่ยากนัก..
#วางแผนการเงิน
#หลักวางแผนการเงิน
#FIRE
References
© 2026 MONEY LAB. All rights reserved. Privacy Policy.