ทำไมบริษัท มีกำไรสะสมมาก แต่จ่ายเงินปันผลไม่ได้ ?

ทำไมบริษัท มีกำไรสะสมมาก แต่จ่ายเงินปันผลไม่ได้ ?

9 ก.พ. 2026
ในช่วงเวลาปัจจุบัน ที่ตลาดหุ้นไทยซึมเซาติดต่อกันมาถึง 3 ปีแบบนี้
เรามักจะได้เห็นคำแนะนำการลงทุนยอดฮิตประมาณว่า “สภาพตลาดหุ้นไทยแบบนี้ เราควรลงทุนหุ้นปันผลสูง จึงจะดีที่สุด”
ซึ่งวิธีการมองหาหุ้นปันผลที่นักลงทุนส่วนใหญ่ชอบใช้กัน ก็มักจะหนีไม่พ้น
- ดู Dividend Yield หรือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล
- ดู Dividend Payout Ratio หรือ สัดส่วนการจ่ายเงินปันผลเมื่อเทียบกับกำไร
- และรวมไปถึง การดูตรง “กำไรสะสม” ที่อยู่ในงบดุลด้วย เพื่อให้แน่ใจว่า บริษัทมีศักยภาพจะจ่ายเงินปันผลได้

แต่รู้หรือไม่ว่า ในหลาย ๆ บริษัท เมื่อเราได้ลองเปิดไปดูที่งบดุลแล้ว ก็ถึงกับต้องตกใจว่า แม้จะมีตัวเลขกำไรสะสมก้อนมหึมา ตั้งแต่หลักพันล้านบาท ไปจนถึงหมื่นล้านบาท
แต่บริษัทกลับจ่ายเงินปันผลได้เพียงนิดเดียว หรือบางครั้งก็ถึงกับงดจ่ายเงินปันผลเสียด้วยซ้ำ..
หากสงสัยว่า แล้วเงินกำไรสะสมที่เราเห็นอยู่ตั้งมากมายหายไปไหน ทำไมตัวเลขที่เราเห็นอยู่ในงบ ถึงไม่สามารถแปลงมาเป็นเงินปันผลมาจ่ายให้กับเราได้ ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
คำตอบของเรื่องนี้ สามารถสรุปออกมาได้สั้น ๆ ว่า “เพราะกำไรสะสม ไม่เท่ากับ เงินสด”
หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า กำไรสะสมคือเงินสดที่นอนอยู่นิ่ง ๆ ซ่อนอยู่ในบริษัท รอวันที่ผู้บริหารจะหยิบมาแจกจ่ายให้กับผู้ถือหุ้น
แต่ในความเป็นจริงทางบัญชีแล้ว “กำไรสะสม” เป็นเพียงตัวเลขที่เกิดจากการบวกทบกันของ “กำไรสุทธิทางบัญชี” ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพียงเท่านั้น
ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้บริษัทมีกำไรสะสมเยอะ แต่ไม่มีเงินสดมาจ่ายเงินปันผล มักเกิดจาก 3 กรณี ดังนี้
1. ยังไม่สามารถเก็บเงินได้ หรือยังขายสินค้าไม่ออก
ปกติแล้ว กำไรทางบัญชีที่เราเห็น จะถูกบันทึกเข้ามาทันที เมื่อบริษัทส่งมอบสินค้าและบริการไปให้กับลูกค้า ถึงแม้ว่าจะยังเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้เลยก็ตาม
ตัวอย่างเช่น บริษัท A ขายสินค้าได้ 100 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 20 ล้านบาท
ตัวเลข 20 ล้านบาทนี้ จะถูกบันทึกลงไปในกำไรสะสมทันที แต่ความจริงแล้ว กว่าจะเก็บเงินจากลูกค้าได้ ก็อาจจะต้องรอไปอีก 3 เดือน เพราะบริษัทได้ให้เครดิตกับลูกค้าไป
หมายความว่า เมื่อเราดูในงบการเงิน เราจะเห็นว่า บริษัท A รวยขึ้น แต่จริง ๆ แล้วเงินสดยังไม่เข้ากระเป๋า
เพราะกำไรก้อนนั้น กลายร่างไปเป็น “ลูกหนี้การค้า” หรือในบางกรณี ก็ซ่อนอยู่ในรูปของ “สินค้าคงเหลือ” ที่ผลิตมาแต่ยังขายไม่ได้ก็ได้
หากบริษัทบริหารจัดการได้ไม่ดี ขายสินค้าไม่ออก หรือเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้
กำไรสะสมที่มี ก็ถือว่าเป็นเพียงแค่ตัวเลขในอากาศ ไม่สามารถแปลงมาเป็นเงินสดจริง ๆ ได้
2. เงินสดถูกนำกลับไปลงทุนเพิ่ม
บริษัทที่ยังอยู่ในช่วงเติบโต มักจะต้องใช้เงินลงทุนในกิจการสูง ทำให้ถึงแม้จะมีกระแสเงินสดเข้ามาบริษัทจริง แต่ก็ต้องถูกจ่ายออกไป เพื่อใช้ขยายกิจการ
ตัวอย่างเช่น บริษัท B ทำกำไรเป็นเงินสด ได้ถึง 500 ล้านบาท
แต่บริษัทมีความจำเป็นต้องขยายกำลังการผลิตเพิ่ม ผ่านการซื้อที่ดินและเครื่องจักร รวมเป็นมูลค่า 500 ล้านบาท
เงินสดที่เข้ามา จึงถูกนำไปลงทุนในทันที ทำให้เราได้เห็นในงบดุลว่า แม้บริษัทจะมีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น แต่เงินสดกลับร่อยหรอ เพราะถูกเปลี่ยนไปเป็น ที่ดิน อาคาร หรืออุปกรณ์ ไปหมดแล้ว
3. เงินสดถูกนำไปชำระหนี้
กรณีสุดท้ายก็คือ บริษัทมีหนี้สินมาก ต่อให้ธุรกิจของบริษัทจะสร้างกระแสเงินสดได้ดีแค่ไหน
แต่เมื่อได้เงินมาแล้ว ก็มักจะต้องจ่ายคืนเจ้าหนี้ก่อนเสมอ ทำให้สุดท้ายเมื่อกลบกับการจ่ายคืนหนี้แล้ว เงินสดที่เหลืออยู่ จึงนำมาจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้นิดเดียว
ทีนี้ ก็อาจจะมีคนสงสัยว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า บริษัทนี้ “รวยแต่ตัวเลข” หรือ “รวยจริง” กันแน่ ?
เครื่องมือที่จะช่วยไขความจริงเรื่องนี้ได้ดีที่สุด ไม่ใช่ “งบกำไรขาดทุน” หรือ “งบดุล” แต่กลับเป็น “งบกระแสเงินสด” นั่นเอง
โดยให้เราโฟกัสไปที่บรรทัด “กระแสเงินสดจากกิจกรรมการดำเนินงาน” หรือเรียกย่อ ๆ ว่า “CFO”
ถ้าบริษัทไหนมีกำไรสะสมเติบโต พร้อมกับมี CFO เป็นบวกอย่างสม่ำเสมอ โดยใกล้เคียงหรือมากกว่ากำไรสุทธิ 
ถือว่าบริษัทมีคุณภาพกำไรที่ดี เพราะขายของได้ และเก็บเงินได้จริง จึงมีโอกาสจะจ่ายเงินปันผลให้กับเราได้
แต่ถ้าบริษัทไหน กำไรสะสมโตเอา ๆ แต่กลับมี CFO ติดลบบ่อย ๆ หรือน้อยกว่ากำไรสุทธิมาก ๆ แบบนี้เราต้องระวัง
เพราะเป็นสัญญาณเตือนว่า บริษัทอาจจะมีกำไรทางบัญชีสวยหรู แต่ไส้ในคือ เงินสดกำลังแห้งเหือดก็เป็นได้
หรือตรงนี้ ถ้าหากเราลองพยายามขึ้นมาอีกหน่อย โดยการใช้เครื่องมืออย่าง “กระแสเงินสดอิสระ” ก็จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ของบริษัท ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก
เพราะตัวกระแสเงินสดอิสระ หรือ Free Cash Flow ก็คือกระแสเงินสดที่คงเหลืออยู่จริง ๆ ที่บริษัทได้รับ เพราะเงินก้อนนี้ ได้ถูกหักค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจทุกอย่างไปหมดแล้ว
โดย Free Cash Flow คำนวณได้จากการเอา CFO - รายจ่ายเพื่อการลงทุน หรือ CAPEX
หากบริษัทมีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอิสระ ได้เป็นบวกอย่างสม่ำเสมอ ก็ค่อนข้างแน่ใจได้ว่า บริษัทนี้จะมีเงินเหลือไปจ่ายคืนหนี้ได้หมดในสักวัน
และเมื่อหนี้สินหมดลงแล้ว หากบริษัทไม่มีความจำเป็นต้องจ่ายเงินเพื่อไปลงทุนอะไรก้อนใหญ่อีก
เดี๋ยวต่อไป ถ้าไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น บริษัทก็จะเริ่มจ่ายเงินปันผลหนัก ๆ ให้กับผู้ถือหุ้นได้แล้ว
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมการดูแค่ “กำไรสุทธิ” หรือ “กำไรสะสม” ถึงไม่เพียงพอสำหรับการมองหาหุ้นปันผลที่ดี
อย่างไรก็ตาม การลงทุนเอง ก็เป็นกิจกรรมที่ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัวแต่อย่างใด
เพราะบางครั้ง การที่บริษัทเลือกไม่จ่ายเงินปันผล แต่นำเงินไปลงทุนต่อ แล้วทำผลตอบแทนจากการลงทุนได้สูงนั้น
ก็เป็นวิธีที่สร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนในระยะยาว ได้มากกว่าการจ่ายเงินปันผล ก็เป็นได้
แต่สิ่งสำคัญที่สุด สำหรับเรานักลงทุน ก็คือการต้องแยกให้ออกว่า บริษัทไม่จ่ายเงินปันผล เพราะ “ลงทุนสร้างอนาคต” หรือ “แค่ไม่มีเงินจะจ่าย” กันแน่..
#ลงทุน
#หลักการลงทุน
#หุ้นปันผล
© 2026 MONEY LAB. All rights reserved. Privacy Policy.