CAPE วิธีดูหุ้นถูก-แพง แบบนักเศรษฐศาสตร์ รางวัลโนเบล

CAPE วิธีดูหุ้นถูก-แพง แบบนักเศรษฐศาสตร์ รางวัลโนเบล

26 ม.ค. 2026
ความเชื่อที่คงอยู่คู่กับตลาดหุ้นมานาน ก็มักจะหนีไม่พ้น P/E ที่ต่ำ หมายถึงหุ้นถูก น่าลงทุน
แต่รู้หรือไม่ว่า ในหลายครั้ง ความเชื่อแบบนี้นี่แหละ คือกับดักสุดอันตราย ที่ทำให้คนขาดทุนกันมานักต่อนัก
และคงจะดีกว่า ถ้าจะมีอีกหนึ่งทางเลือก ไว้คอยช่วยให้เรา เห็นความจริงชัดเจนขึ้นมาว่า บริษัทที่เราสนใจจะลงทุนนั้น จริง ๆ แล้ว ราคาหุ้นถูก หรือว่าแพงกันแน่
ในบทความนี้ เรากำลังจะพูดกันถึง “CAPE”
หากสงสัยว่า CAPE ใช้งานอย่างไร และมาช่วยปิดช่องโหว่ของ P/E แบบเดิม ๆ ได้อย่างไร ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน ให้เข้าใจง่าย ๆ ครับ
จุดอ่อนสำคัญของ P/E แบบปกติ ก็คือการใช้กำไรแค่ปีเดียว มาคำนวณ
เรื่องนี้นักลงทุนที่ยังมีประสบการณ์ลงทุนไม่โชกโชนมากพอ ก็อาจจะโดนตัวเลข P/E ที่ต่ำ หลอกตาเอาได้
อย่างเช่น หุ้นวัฏจักรที่ตัวเลขกำไรมักจะผันผวนอย่างรุนแรงเป็นรอบ ๆ
บางช่วงเวลา ที่กำไรเกิดสูงแบบผิดปกติ เพราะอยู่ในช่วงวัฏจักรขาขึ้นพอดี จะมีคนเข้าใจผิดว่า P/E ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก แถมกำไรก็เติบโตดีด้วย จึงเข้าไปซื้อหุ้นเพราะคิดว่าเป็นหุ้นถูกและดี
ทั้งที่หุ้นวัฏจักรนั้น จะมีพฤติกรรมของราคาที่แปลกประหลาดกว่าหุ้นอื่น ๆ เป็นอย่างมาก เพราะในช่วงจุดพีกของวัฏจักร จะเป็นช่วงที่ P/E ต่ำมาก ๆ เสมอเลย
นักลงทุนที่ดูแค่ P/E แล้วคิดว่าหุ้นถูก จนเผลอเข้าไปลงทุนในช่วงนี้
เมื่อรอบของวัฏจักรผ่านพ้นไป ก็อาจจะติดดอย ออกไม่ทัน จนขาดทุนไปเกินครึ่งก็ได้..
เพื่อจะแก้ปัญหาทำนองนี้ ไม่ให้ P/E มาบิดเบือนความเป็นจริงของคุณภาพกำไรธุรกิจได้
คุณ Robert Shiller นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล จึงได้คิดค้นเครื่องมือที่จะมาจับโกหกค่า P/E แบบเดิม ๆ
ชื่อว่า Cyclically Adjusted Price-to-Earnings Ratio หรือเรียกย่อ ๆ ว่า “CAPE”
หลักการของ CAPE ดูเรียบง่าย แต่ทรงพลังมาก เพราะแทนที่เราจะดูแค่ตัวเลขกำไรปีล่าสุดเพียงอย่างเดียว คุณ Shiller แนะนำว่า ให้เราใช้กำไรย้อนหลัง 10 ปีไปเลย
แต่ก่อนที่จะนำตัวเลขกำไรมาใช้แบบตรง ๆ เราจะต้องปรับปรุงให้เหมาะสมเสียก่อน ผ่าน 2 ขั้นตอน
นำกำไรสุทธิของแต่ละปี ย้อนหลัง 10 ปี มาปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ เพื่อให้มูลค่าเท่ากันกับปัจจุบันนำกำไรที่ปรับเงินเฟ้อแล้วทั้ง 10 ปี มาหาค่าเฉลี่ย
การทำแบบนี้ เปรียบเสมือนการนำผลประกอบการ ที่ผ่านทั้งช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรือง และช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ มาปั่นรวมกัน และเกลี่ยให้เรียบ
ค่าที่เราได้ออกมา จึงสะท้อน “ความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริงของบริษัท” มากที่สุดนั่นเอง เพราะถือว่า เราได้ตัดความผันผวนชั่วคราวออกไปแล้ว
และเมื่อเรานำ
ราคาหุ้นปัจจุบัน / กำไรเฉลี่ย 10 ปี ที่ผ่านการปรับเงินเฟ้อแล้ว
เราก็จะได้ค่า CAPE ออกมา
คุณ Shiller ได้ทดสอบตัวค่า CAPE ผ่านข้อมูลย้อนหลังเป็นเวลาถึง 100 ปี แล้วพบว่า อัตราส่วนนี้ สามารถช่วยทำนายผลตอบแทนระยะยาว หลัก 10 ปีข้างหน้า ได้อย่างมีความแม่นยำสูงมาก
ทั้งในการมองหุ้นรายตัว และตลาดหุ้นในภาพใหญ่เลย..
ถ้า CAPE สูง หมายความว่า หุ้นราคาแพงเกินกว่าพื้นฐานไปมาก โอกาสที่จะทำกำไรได้เยอะในอนาคต จะมีน้อย
แต่ถ้า CAPE ต่ำ ก็หมายความว่า ราคาหุ้นยังถูกอยู่ และนี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมในการซื้อหุ้น เพื่อหวังทำกำไรในระยะยาว
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่สร้างชื่อให้กับ CAPE ก็คือ ช่วงวิกฤติดอตคอมปี 2000 เป็นช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่ กำลังบ้าคลั่งลงทุนหุ้นเทคโนโลยีกันหนักมาก
คุณ Shiller ชี้ให้เห็นว่า ค่า CAPE ในตอนนั้น สูงทะลุเกิน 44 เท่าไปแล้ว ถือว่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์หุ้นสหรัฐอเมริกาเลยด้วยซ้ำ
จนเขาฟันธงว่า เดี๋ยวตลาดจะต้องพังแน่ ๆ และมันก็เป็นจริงตามนั้น เพราะสุดท้ายฟองสบู่ดอตคอมก็ได้แตกออกมาจริง ๆ
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็เชื่อว่า เราน่าจะเข้าใจถึงตัว CAPE และวิธีนำไปใช้งานกับเราในการลงทุนจริง ๆ กันดีขึ้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในโลกของการลงทุนตอนนี้เอง ก็ยังไม่มีเครื่องมือไหน ที่ถือได้ว่า สมบูรณ์แบบ 100% เพราะอย่าง CAPE เอง เราก็ไม่ควรจะเชื่อสิ่งที่เราเห็นเสมอไป
เพราะตัวเลขจากอัตราส่วนนี้ จะดูผิดเพี้ยนไปเลย ถ้าในช่วงเวลาเดียวกับที่เราคำนวณ เกิดเหตุการณ์ ความเสียหายเชิงโครงสร้าง ที่รุนแรงมากจนเกินไป
เช่น ในช่วงหลังเหตุการณ์วิกฤติต้มยำกุ้ง ไม่ถึง 10 ปี หากเราไปดูค่า CAPE ตลาดหุ้นไทย จะพบว่า ตัวเลขนี้สูงมาก จนดูเหมือนเราควรจะหนีไปจากตลาดหุ้นไทยเลยด้วยซ้ำ
แต่ความจริงที่เกิดขึ้นก็คือ ช่วงเวลานั้น กลับเป็นยุคทองของตลาดหุ้นไทย ที่ช่วยสร้างเศรษฐีหุ้นหน้าใหม่ขึ้นมา เต็มไปหมด
และปัญหาที่ทำให้ค่า CAPE ในช่วงเวลานั้น ดูสูงมากเกินไป ก็เป็นผลมาจาก ช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง บริษัทจำนวนมาก ขาดทุนมหาศาลเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยเจอแบบนี้กันมาก่อน
พอเวลาผ่านไป บริษัทกลับมาทำกำไรได้ จนเริ่มเข้าสู่ยุคทองของตลาดหุ้นไทยหลังจากนั้น แต่ CAPE ดันนำตัวผลประกอบการที่สุดโต่งมากเกินไป มาคำนวณรวมด้วย
สิ่งที่เราได้เห็นจึงเป็น CAPE ที่ดูสูงมากจนน่ากลัว ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เป็นผลมาจาก ตัวเลขขาดทุนที่สุดโต่งเกินไป เพียงแค่ 1-2 ปีเท่านั้น
หากเราไปเชื่อค่า CAPE โดยไม่ได้ตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดดีพอ เราก็คงสูญเสียโอกาสในการลงทุนเพื่อเปลี่ยนชีวิต ไปอย่างน่าเสียดายไม่น้อยเลย
สุดท้ายแล้ว เครื่องมือการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ก็เป็นได้แค่เพียงที่ปรึกษา ที่ให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น
แต่คนที่จะนำเอาเครื่องมือเหล่านี้ ไปใช้จนเกิดประโยชน์สูงสุด ก็คือตัวเรานั่นเอง
ดังนั้นแล้ว เราจึงควรใช้ เพื่อให้เรา “เอะใจ” แต่อย่าไปใช้มัน เพื่อ “ตัดสินใจ” แทนเรา จนลืมดูบริบทอื่น ๆ ที่สำคัญไปด้วย..
ลงทุน
หลักการลงทุน
CAPE
References
หนังสือ Irrational Exuberance: Revised and Expanded Third Edition (2016) โดย Robert J. Shillerงาน ลงทุนนอก Private Seminar สำหรับลูกค้า WealthX วันที่ 18/01/2026
© 2026 MONEY LAB. All rights reserved. Privacy Policy.