จ่ายแค่ขั้นต่ำ หายนะของการผ่อนบ้าน

จ่ายแค่ขั้นต่ำ หายนะของการผ่อนบ้าน

2 พ.ย. 2023
จ่ายแค่ขั้นต่ำ หายนะของการผ่อนบ้าน | MONEY LAB
ประเด็นร้อนล่าสุด ที่เราคงได้เห็นผ่านตากัน ในโลกโซเชียลวันนี้ ก็คงเป็นเรื่องที่ มีคนจ่ายเงินผ่อนบ้านเดือนละ 10,900 บาท
-คิดเป็นการจ่ายเงินดอกเบี้ย 10,894.5 บาท
-แต่กลับตัดเงินต้นของการกู้ แค่ 5.5 บาท เท่านั้น
และยอดหนี้บ้านที่เป็นเงินต้น ก็ยังคงเหลือ
สูงถึง 2.14 ล้านบาท
เรื่องการผ่อนชำระหนี้บ้าน เป็นประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นทุกปี
เพราะการมีบ้านเป็นของตัวเอง คือความฝันของใครหลายคน
แต่ถ้าจะทำงานหาเงินและเก็บออม ให้ได้เป็นเงินก้อน แล้วซื้อบ้านด้วยเงินสด ก็คงต้องใช้เวลาหลายปี หรืออาจจะแทบเป็นไปไม่ได้เลย
ดังนั้น “การกู้ซื้อบ้าน” จึงเป็นทางเลือกยอดฮิตสำหรับคนอยากมีบ้าน
แล้วถ้าเราจะเลือกกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน แล้วผ่อนไปยาว ๆ เป็นเวลาอีกหลายสิบปี เราควรจะต้องรู้อะไรบ้าง ?
MONEY LAB จะเล่าเรื่องการเงิน ที่โรงเรียนไม่เคยสอน ให้เข้าใจ
รู้หรือไม่ว่า การที่เรากู้ซื้อบ้านหลังหนึ่ง แล้วผ่อนในระยะยาว เราอาจจะโดนดอกเบี้ยกัดกิน เป็นมูลค่าสูงกว่าที่คิด
เราลองมาดูตัวอย่างกัน
หากเราอยากจะกู้ซื้อบ้านด้วยวงเงิน 3,000,000 บาท
โดยมีระยะเวลาในการผ่อนทั้งหมด 30 ปี และดอกเบี้ย MRR เท่ากับ 5.95%
สำหรับ MRR นั้น ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ ที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกเก็บจากลูกค้าที่มีเครดิตดี
เช่น สินเชื่อผู้อยู่อาศัย และสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น
เมื่อเราลองนำเงินต้น มาคำนวณรวมกับดอกเบี้ย ที่เราต้องจ่ายคืนธนาคารทั้งหมด
จะเท่ากับ 6,440,468 บาท แบ่งออกเป็น
-เงินต้น 3,000,000 บาท
-ดอกเบี้ย 3,440,468 บาท
จะเห็นได้ว่า ดอกเบี้ยทั้งหมดที่เราต้องจ่าย มีมูลค่ามากกว่าราคาบ้านเสียอีก
ซึ่งจากเงื่อนไขในการกู้ซื้อบ้านแบบนี้ เราจะมีภาระต้องจ่ายค่าบ้านให้ธนาคาร คิดเป็นมูลค่า 17,890 บาท เป็นประจำทุกเดือน
โดยจำนวนเงิน ที่เราต้องผ่อนรายเดือนนี้ ก็จะถูกนำมาหักในส่วนของดอกเบี้ยก่อน แล้วจึงจะถูกนำไปหักเงินต้น
ขอยกตัวอย่างแบบนี้
จากเงินผ่อน 17,890 บาท
ในเดือนที่ 1 จะถูกหักเป็นดอกเบี้ย 14,875 บาท
และ 3,015 บาทที่เหลือ จะถูกนำไปหักเงินต้นที่เรากู้ยืมมา
โดยยิ่งเรามีเงินต้นจากการกู้เหลืออยู่เยอะ
ยอดผ่อนดอกเบี้ยรายเดือน ก็จะเยอะตามไปด้วย
และถ้าเราเลือกผ่อนเดือนละ 17,890 บาท อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการโปะเพิ่มเลยในแต่ละเดือน
เราจะต้องผ่อนไปจนถึงเดือนที่ 221 หรือปีที่ 18 ของการผ่อน ธนาคารถึงจะเริ่มหักเงินต้นมากกว่าดอกเบี้ย
โดยในเดือนที่ 221 นี้ ดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายจะเหลือเพียง 8,938 บาท และยอดหักเงินต้นจะเท่ากับ 8,952 บาท
คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วในปีที่ 18
ยอดเงินต้นที่เราต้องผ่อน จะเหลือเท่าไร ?
คำตอบคือ 1,793,847 บาท..
พูดง่าย ๆ ก็คือ เราผ่อนบ้านมาแล้ว 18 ปี
จำนวนเงินต้นที่เราผ่อนไปนั้น ยังลดลงไม่ถึงครึ่งหนึ่งเลย
แล้วทำไมเราถึงใช้เวลาที่เหลืออีกแค่ 12 ปี ในการผ่อนเงินจำนวน 1,793,847 บาท
ได้หมดเร็วกว่าช่วงเวลา 18 ปีที่ผ่านมา ที่เงินต้นลดลงไปไม่ถึงครึ่งหนึ่ง
สาเหตุก็มาจากจำนวนเงินต้นนั่นเอง
ในปีแรก เรามีเงินต้นที่จะต้องผ่อนธนาคารจำนวน 3,000,000 บาท ทำให้เราต้องจ่ายดอกเบี้ยต่อเดือนในปริมาณที่มาก
แต่ในปีหลัง ๆ เงินต้นได้ลดลง ทำให้ดอกเบี้ยต่อเดือนที่จะต้องจ่าย ก็ลดน้อยลงตามไปด้วย
จึงทำให้เราสามารถผ่อนเงินต้นจำนวนที่เหลืออยู่นี้ พร้อมดอกเบี้ยได้หมด ภายในเวลา 12 ปีที่เหลืออยู่นั่นเอง
ดังนั้นแล้ว การที่เราจะกู้ซื้อบ้านนั้น เงินดาวน์เริ่มต้น และการโปะเพิ่มรายเดือนที่เพิ่มขึ้นมา จะยิ่งช่วยให้เราผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้น
เพราะส่วนที่เพิ่มเติมมาเหล่านี้ จะช่วยตัดเงินต้นให้เรา ก่อนจะถูกนำมาคิดดอกเบี้ยในเดือนถัดไป และทำให้เราจ่ายดอกเบี้ยในแต่ละเดือนได้น้อยลงด้วย
หรือเราอาจจะใช้วิธีการรีไฟแนนซ์มาช่วยด้วย
ก็จะยิ่งช่วยทำให้การผ่อนบ้านของเรา มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน
โดยการรีไฟแนนซ์ก็คือ การที่เรายื่นขอกู้สินเชื่อกับธนาคารแห่งใหม่ เพื่อไปปิดหนี้บ้านกับธนาคารเดิม
โดยธนาคารแห่งใหม่นี้ จะต้องช่วยให้เราจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่น้อยกว่าเดิมได้
ทั้งหมดนี้ก็คือ สิ่งที่ผู้กู้ซื้อบ้านทุกคนต้องเจอ และควรศึกษาให้พร้อม
เพราะไม่เช่นนั้น เงินที่เราผ่อนไปในแต่ละเดือน โดยเฉพาะในปีแรก ๆ จะถูกตัดเป็นดอกเบี้ยเสียส่วนใหญ่ ซึ่งอาจจะไม่ได้ช่วยให้เงินต้นของเราลดลงเลย..
© 2024 MONEY LAB. All rights reserved. Privacy Policy.